คำถามที่พบบ่อย

  1. ค่าประเมินหลักประกัน ( “หลักประกัน” ในที่นี้ก็คือ บ้าน, คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์ที่เราจะนำมารีไฟแนนซ์นั่นเองครับ) ประมาณ 1,000-3,000 บาท
  2. ค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ ประมาณ 1,000-3,000 บาท
  3. ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ที่เราได้รับจากการรีไฟแนนซ์บ้าน
  4. ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย
  5. ค่าธรรมเนียมจดจำนอง จ่ายให้กรมที่ดิน 1% ของวงเงินกู้
  6. ค่าเบี้ยปรับปิดยอดหนี้ก่อนกำหนด (ประมาณ 2-3% ของยอดหนี้คงเหลือ กรณีไถ่ถอนจากสินเชื่อเดิมก่อนกำหนด)

ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้บางรายการ ทางธนาคารก็มีโปรโมชั่นฟรีให้ ไม่ได้เรียกเก็บครับ ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เพื่อนๆ สามารถนำมาพิจารณาในการเลือกรีไฟแนนซ์บ้านได้นะครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ก็อย่าลืมเปรียบเทียบสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านก่อนสมัครผ่าน GoBear นะครับ หรือถ้าเพื่อนๆ สนใจผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด รวมถึงผลิตภัณฑ์การเงินอื่นๆ ก็สามารถเปรียบเทียบบนเว็บไซต์พี่หมีโกแบร์ได้เช่นกันครับ

ทั้ง 3 ตัวนี้คือ อัตราดอกเบี้ยบ้าน ที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อ้างอิงในการเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้จากลูกค้าครับ ซึ่งมีลักษณะเป็นดอกเบี้ยลอยตัว โดยรายละเอียดของแต่ละตัวคือดังนี้

MLR (Minimum Loan Rate)
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกหนี้รายใหญ่ชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ
MOR (Minimum Overdraft Rate)
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี
MRR (Minimum Retail Rate)
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกหนี้รายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารต่างๆ อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทต่าง ๆ โดยบวก “อัตราเพิ่มหรือลด” เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเหล่านี้ เช่น MLR +/- x% นั่นเองครับ

ถ้าหากเพื่อนๆ ต้องการรีไฟแนนซ์บ้านก่อนครบกำหนด 3 ปี (หรืออาจเป็น 5 ปี สำหรับเงื่อนไขของบางธนาคาร) ก็สามารถทำได้นะครับ แต่จะต้องเสียค่าปรับเฉลี่ย 0-3% ของวงเงินที่ขอกู้ ตัวอย่าง ขอวงเงินกู้จากธนาคาร 2,000,000 บาท หากรีไฟแนนซ์บ้านก่อนครบกำหนด จะเสียค่าปรับ 2% ของ 2,000,000 บาท นั่นคือ 40,000 บาทครับ ก็ต้องมาชั่งใจและคิดคำนวนเอาให้ดีนะครับว่าคุ้มกว่าจริงๆ หรือไม่ครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่เล็งเห็นประโยชน์ของการรีไฟแนนซ์บ้าน เพราะต้องการได้ดอกเบี้ยที่ถูกลงไปเรื่อยๆ นั้นปกติการรีไฟแนนซ์บ้าน รีไฟแนนซ์คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ นั้น สามารถทำได้ทุกๆ 3 ปี หรือ 5 ปี โดยเพื่อนๆ สามารถตรวจสอบข้อกำหนดได้ในสัญญาเงินกู้ของตนเองครับ

  1. อย่างแรก เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ย ยอดผ่อน และระยะเวลาผ่อนชำระที่ตรงใจที่สุด เราต้องเปรียบเทียบเงื่อนไขของธนาคารต่าง ๆ ก่อนครับ เพราะจะรีไฟแนนซ์บ้านทั้งทีเราต้องพยายามหาเงื่อนไขการให้กู้ที่ดีกว่าเดิม เช่น ดอกเบี้ยลดลง จำนวนเงินผ่อนต่อเดือนลดลง หรือระยะเวลาผ่อนนานขึ้น เพื่อหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดจากแต่ละธนาคาร ซึ่งเพื่อนๆ สามารถเปรียบเทียบบทเว็บไซต์โกแบร์ได้เลยนะครับ
  2. อย่างที่สอง เริ่มเดินเรื่องก่อนผ่อนบ้านครบ 3 ปีเล็กน้อย เพราะโดยทั่วไปธนาคารจะมีเงื่อนไขให้รีไฟแนนซ์บ้านได้หลังจากผ่อนบ้านไปแล้วเป็นระยะเวลา 3 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะระบุไว้ในสัญญากู้ ดังนั้นเราจึงควรยื่นเรื่องก่อนผ่อนบ้านครบ 3 ปี ระยะเวลาจะได้พอดีกันครับ
  3. ต่อมา เตรียมเอกสารประกอบการยื่นรีไฟแนนซ์บ้านเช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เอกสารแสดงรายได้ เอกสารความเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดที่จะนำมารีไฟแนนซ์ รายการสรุปยอดหนี้สินเชื่อบ้าน ฯลฯ พี่หมีแนะนำว่าควรยื่นเอกสารกับธนาคารเป้าหมายอย่างน้อย 3 แห่งขึ้นไปนะครับ
  4. ธนาคารจะทำการนัดหมายเพื่อส่งคนมาประเมินหลักประกัน ระยะเวลาในการอนุมัติประมาณ 2-4 สัปดาห์ ซึ่งแต่ละธนาคารมีการประเมินและตีราคาหลักทรัพย์ที่แตกต่างกัน และราคาประเมินนี้แหละที่จะส่งผลโดยตรงต่อเงินกู้ที่เพื่อน ๆ จะได้รับจากการขอรีไฟแนนซ์บ้านครับ
  5. หลังได้รับแจ้งผลการอนุมัติแล้ว เราจึงค่อยตัดสินใจเลือกธนาคารที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด กรณีที่เรารีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ เจ้าหน้าที่จากธนาคารจะแจ้งให้ไปสอบถามยอดหนี้คงเหลือและนัดวันไถ่ถอนจากธนาคารเดิมครับ
  6. หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จากธนาคารใหม่จะถือสัญญาไปให้เซ็นที่กรมที่ดินพร้อมกับการไปทำสัญญาจำนองที่กรมที่ดินในวันเดียวกันครับ

สาเหตุมาจาก ตอนที่เรายื่นกู้บ้านไปในช่วง 1-3  ปีแรกนั้น จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ถูกกว่าปกติ แต่ต่อมาเข้าสู่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ ดอกเบี้ยลอยตัวแล้ว จึงทำให้ดูเหมือนว่าจ่ายค่างวดไปเท่าไหร่เงินต้นก็ไม่ลดลง เพราะนำไปจ่ายดอกเบี้ยเสียมากกว่า ซึ่งการรีไฟแนนซ์นั้นมีประโยชน์กับเราดังต่อไปนี้ครับ

  1. สามารถปิดยอดหนี้เดิม ด้วยยอดเงินกู้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเดิม ทำให้จำนวนเงินที่เราต้องผ่อนต่อเดือนกับธนาคารลดลง ผ่อนสบายขึ้น เพื่อนๆ ยังสามารถนำเงินค่างวดส่วนต่างนี้ไปใช้จ่าย เก็บออม หรือลงทุนได้ตามต้องการ
  2. สามารถยืดระยะเวลาการผ่อนชำระให้ยาวนานขึ้นได้ ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆนะครับว่าต้องการขยายระยะเวลาออกไปมากน้อยแค่ไหน
  3. ธนาคารบางแห่งยังให้วงเงินเพิ่มจากยอดหนี้คงเหลือเดิมได้ด้วยครับ เพื่อนๆ สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์ในการต่อเติม ซ่อมแซมบ้านได้

การรีไฟแนนซ์บ้าน (Home Refinance) ก็คือการที่เรานำบ้านที่กำลังผ่อนชำระอยู่ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อขอสินเชื่อใหม่มาปิดหนี้ยอดเงินกู้เดิมที่ยังเหลืออยู่ โดยเราสามารถทำการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารเดิม หรือเปลี่ยนธนาคารใหม่ก็ได้ครับ

ทั้งนี้การรีไฟแนนซ์บ้านจะช่วยให้ดอกเบี้ย หรือ ค่างวดที่เพื่อนๆ ต้องจ่ายในแต่ละเดือนลดลง และให้ระยะเวลาการผ่อนชำระที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายในการทำรีไฟแนนซ์บ้านจะอยู่ที่ธนาคารนั้น ๆ เป็นผู้กำหนดครับ