คำถามที่พบบ่อย

การเปิดบัญชีออมทรัพย์ อาจจะดูเป็นเรื่องง่ายและไม่ซับซ้อน แต่ก็มีหลากหลายประเด็นที่เราควรรู้ไว้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเราเองนะครับ

  1. เตรียมเอกสารที่ต้องใช้ให้พร้อม ได้แก่ บัตรประชาชน ในสำเนาให้ขีดคร่อมเขียนว่า “ใช้เพื่อขอเปิดบัญชีเงินฝากเท่านั้น” เพื่อป้องกันผู้อื่นในไปสวมรอยทำธุรกรรมต่างๆ ในทางทุจริต
  2. ไม่รับจ้างเปิดบัญชีแทนผู้อื่นเด็ดขาด เพราะมีความผิดฐานฉ้อโกง และมีโทษทั้งจำทั้งปรับ
  3. เก็บรักษาสมุดเงินฝาก/บัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต/บัตรประชาชน ไว้ในที่ที่ปลอดภัย
  4. หมั่นปรับสมุดเงินฝากให้อัพเดทอยู่เสมอ
  5. แจ้งธนาคารทุกครั้งที่เรามีการเปลี่ยนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ติดต่อ ที่อยู่อีเมล์และเบอร์โทรศัพท์
  6. หากได้รับการแจ้งเตือนว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของเราไม่มีการเคลื่อนไหว ให้รีบทำการเดินบัญชีให้มีการเคลื่อนไหว (ฝาก/ถอน/โอน) หรือปิดบัญชีไปเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี
  7. ธนาคารมักแนะนำให้ลูกค้าที่เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตควบคู่ด้วยเพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมต่างๆ อาทิ ฝาก ถอน โอนเงิน ซื้อสินค้าออนไลน์ หรือรูดซื้อสินค้าตามร้านปกติ แต่ที่จริงแล้วเราสามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยไม่จำเป็นต้องทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตพ่วงได้นะครับ เพราะจริงๆ แล้ว นี่คือกลยุทธ์ในการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ของธนาคารเท่านั้น และเมื่อเราตกลงทำบัตรเหล่านั้น เราก็จะมีภาระที่ต้องจ่ายเพิ่มด้วย ได้แก่ ค่าธรรม​เนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีของบัตร โดยแต่ละธนาคารจะกำหนดไว้แตกต่างกัน ดังนั้น หากเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้หรือมีบัตรอยู่แล้ว เราก็มีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ทำบัตรเหล่านั้นได้ครับ

เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากที่จะได้รับอย่างถ่องแท้ พี่หมีขอยกตัวอย่างการคำนวณมาให้ดูดังนี้ครับ

วันที่ 1 มกราคม นาย ก. ฝากเงินในบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง จำนวน 10,000 บาท และได้รับดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี โดยธนาคารพาณิชย์กำหนดจะจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากออมทรัพย์ให้ทุก ๆ 6 เดือน ในวันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ธันวาคม ของทุกปี (สมมติให้ในปีนี้เดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน) ดังนั้น หากนาย ก. ฝากเงิน 10,000 บาท ไว้ทั้งปีคือ 365 วัน โดยไม่ถอนเงินออกหรือฝากเงินเพิ่ม และไม่ได้ถอนดอกเบี้ยออกมาใช้ในระหว่างปี ดอกเบี้ยที่นาย ก. จะได้รับในปีนี้จะสามารถคำนวณได้ดังนี้

  1. เดือนมิถุนายนจะมียอดเงินในบัญชี = 10,000 + (10,000 × 2% × 180 / 365) = 10,098.63
  2. เดือนธันวาคมจะมียอดเงินในบัญชี = 10,098.63 + (10,098.63 × 2% × 184 / 365) = 10,200.45

ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ นาย ก. จะได้รับในปีนี้จะเท่ากับยอดเงินในบัญชีออมทรัพย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคมลบยอดเงินฝาก ณ วันที่ 1 มกราคม = 10,200.45 บาท – 10,000.00 บาท หรือเท่ากับ 200.45 บาท

หาก นาย ก. ไม่ได้ถอนเงินต้นและดอกเบี้ยออกมา แต่ฝากเงินจำนวนดังกล่าวต่อเนื่องไปในปีถัดไปเงินต้นที่ถูกใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยในปีถัดไปจะเท่ากับ 10,200.45 บาท

หมายเหตุ: ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเงินฝากเพียง 364 วันเท่านั้น โดยจะไม่คิดดอกเบี้ยในวันสุดท้ายของปีนั่นคือ วันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากงวดสุดท้ายของปีภาษีนั้นๆ ครับ เพราะฉะนั้นในการคำนวณด้านบนจึงเห็นได้ว่า ในก้อนดอกเบี้ยเงินฝากครึ่งปีแรก จะคูณจำนวนวันคือ 180 วันและ 184 วันสำหรับครึ่งปีหลัง รวมเป็นจำนวนวันที่คูณเพื่อรับดอกเบี้ยเงินฝากทั้งสิ้น 364 วันครับ

ต้องเสียครับ โดยเงื่อนไขการเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากเป็นดังนี้ครับ

  1. หากได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากบัญชีออมทรัพย์รวมทุกบัญชีจากธนาคารแห่งเดียวกันเกิน 20,000 บาทในปีภาษีนั้น ธนาคารมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 15%
  2. หากมีการฝากออมทรัพย์หลายธนาคารและมีดอกเบี้ยเงินฝากรับรวมกันจากทุกแห่งเกินกว่า 20,000 บาทในปีภาษีนั้น ผู้ฝากมีหน้าที่แจ้งแก่ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ย เพื่อให้ดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรต่อไปครับ

สำหรับประเด็นของดอกเบี้ยเงินฝากนั้น ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเงินฝากเป็นรายวัน แต่จะสะสมยอดไว้และจ่ายให้กับผู้ฝาก ปีละ 2 ครั้งเท่านั้นครับ โดยจะจ่ายเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ให้ตอนสิ้นเดือนมิถุนายน และสิ้นเดือนธันวาคมของทุกปี

ข้อดีที่สำคัญของบัญชีออมทรัพย์คือ สภาพคล่องครับ เพื่อนๆ สามารถฝาก ถอน กี่ครั้งก็ได้ไม่เสียค่าธรรมเนียม (ยกเว้นการกดเงินผ่านบัตรเอทีเอ็ม ซึ่งหากกดข้ามจังหวัด หรือจำนวนครั้ง อาจเสียค่าธรรมเนียมตามนโยบายของธนาคารได้ครับ) เพราะฉะนั้น การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ จึงเหมาะกับการใช้งานเพื่อความสะดวก อาทิ การรับเงินเดือน การเก็บเงินเพื่อการใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อชำระค่าสาธารณูปโภคบริโภคต่างๆ และเนื่องด้วยดอกเบี้ยเงินฝากที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับเงินฝากประเภทอื่นๆ จึงไม่เหมาะกับการออมเงินระยะยาวครับ เพราะผลที่งอกเงยอาจจะไม่ทันกับอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปีได้ครับ

ประเภทบัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่มีเงื่อนไขพิเศษ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยเงินฝากที่รับ โดยมีเงื่อนไขสำคัญที่เราต้องระวังก็คือ บางธนาคารกำหนดว่า ต้องเปิดบัญชีไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท และอาจกำหนดว่า การฝากเงินแต่ละครั้งต้องไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท และมีข้อจำกัดในการเบิกถอนในแต่ละเดือน เช่น สามารถเบิกถอนได้ไม่เกินเดือนละ 3 ครั้ง เป็นต้น นอกจากนี้ เงื่อนไขของแต่ละประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บางประเภทอาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยจำกัดจำนวนครั้งที่ ถอนได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม เช่น ฝากออมทรัพย์พิเศษซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าแบบธรรมดา อาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าค่าธรรมเนียมการถอนฟรี 2 รายการแรกต่อเดือน รายการต่อไปเสียค่าธรรมเนียม 500 บาทต่อรายการ ซึ่งนโยบายเหล่านี้ทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายของแต่ละธนาคารครับ

“บัญชีออมทรัพย์” อธิบายง่ายๆ นะครับเพื่อนๆ ก็คือ บัญชีที่เราสามารถเอาเงินของเราเข้าไปฝากไว้ได้ โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาในการฝาก ไม่กำหนดจำนวนครั้งในการฝากถอน และที่เราคุ้นเคยก็คือ บัญชีออมทรัพย์มักใช้งานร่วมกับ “บัตรเอทีเอ็ม” หรือพัฒนาขึ้นมาหน่อยก็คือ “บัตรเดบิต” ที่เราสามารถใช้รูดซื้อสินค้าไปได้ในตัว โดยจะหักเงินจากบัญชีอัตโนมัติ (แต่ไม่ได้บังคับให้ทำเพิ่มนะครับ) นอกจากนี้บัญชีเงินเงินฝากออมทรัพย์ ยังสามารถใช้บริการของธนาคาร ในการหักบัญชีอัตโนมัติเพื่อชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อีกด้วยครับ บัญชีประเภทนี้มักกำหนดเงินฝากขั้นต่ำไว้ไม่สูงนัก ตั้งแต่ 500 บาทก็สามารถเปิดบัญชีได้แล้วครับ แต่ผลตอบแทน (นั่นก็คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก) ก็จะค่อนข้างต่ำ และคิดดอกเบี้ยเป็นรายวันนั่นเองครับ