รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์

รีไฟแนนซ์ คืออะไร ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้านหรือกู้ซื้อบ้านต้องทำอย่างไร เอกสารรีไฟแนนซ์บ้าน ยื่นกู้บ้านมีอะไรบ้าง รีไฟแนนซ์บ้าน ดีอย่างไร ทำได้ตอนไหน

รีไฟแนนซ์ คือ อะไร

การรีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร

รีไฟแนนซ์บ้าน คือ การที่เรานำบ้าน (ซึ่งหมายรวมถึง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม ทาวน์เฮาส์ คอนโด และอาคารพาณิชย์ ด้วยนะครับ) ที่เรากำลังผ่อนชำระอยู่ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อขอสินเชื่อใหม่มาปิดหนี้ยอดเงินกู้เดิมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้หนี้ของเรากับเจ้าหนี้ ซึ่งก็คือ ธนาคารหรือสถาบันการเงินเดิมนั้นสิ้นสุดลง พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของหนี้ใหม่ระหว่างเรากับธนาคารหรือสถาบันการเงินใหม่

สินเชื่อบ้าน รีไฟแนนซ์บ้าน ต่างกันอย่างไร

สินเชื่อบ้าน

คือ การกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อเอามาซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัย โดยธนาคารจะให้เงินเรามา เพื่อนำไปจ่ายกับผู้ขาย ตัวแทน หรือโครงการ แล้วใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นหลักค้ำประกันเงินกู้กับทางธนาคารอีกต่อหนึ่งครับ

การรีไฟแนนซ์บ้าน

ส่วนการรีไฟแนนซ์บ้านนั้นก็อย่างที่เราได้อธิบายไปคร่าวๆในตอนต้น ซึ่งก็คือ การที่เราไปขอสินเชื่อก้อนใหม่ จากธนาคารหรือสถาบันการเงินใหม่ เพื่อมาโปะหนี้สินเชื่อบ้านในตอนแรกที่เรากู้ยืมมาแล้วนั่นเอง พูดง่ายๆก็คือ การย้ายเจ้าหนี้ นั่นแหละครับ

สมัครสินเชื่อส่วนบุคคล

รีไฟแนนซ์บ้านดีไหม

ทำไมต้องรีไฟแนนซ์บ้าน

อยู่ดีๆ ทำไมต้องย้ายเจ้าหนี้ด้วยการรีไฟแนนซ์บ้านด้วยล่ะ ? สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผู้ขอสินเชื่อกู้บ้านตัดสินใจรีไฟแนนซ์ ก็คือ ต้องการเปลี่ยนเงื่อนไขของสินเชื่อเดิมที่ทำไว้ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเงิน ณ ขณะนั้น ได้แก่

  • ต้องการอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านที่ต่ำกว่าเดิม
  • ต้องการเพิ่ม หรือ ลดวงเงินกู้บ้าน
  • ต้องการเพิ่ม หรือ ลดระยะเวลากู้บ้าน
  • ต้องการเพิ่ม หรือ ลดจำนวนเงินที่ต้องชำระรายงวดตามความเหมาะสม
  • ต้องการสภาพคล่องทางการเงินส่วนบุคคล เป็นต้น

รีไฟแนนซ์บ้าน ดีอย่างไร

ข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้าน

โดยทั่วไปแล้วประโยชน์ที่จะได้รับจากการรีไฟแนนซ์บ้านที่เราจะได้รับก็คือ การได้สินเชื่อใหม่จากธนาคารหรือสถาบันการเงินใหม่ ที่มีเงื่อนไขน่าพึงพอใจกว่าเดิม มีความเหมาะสมกับสภาพคล่องทางการเงิน ณ ช่วงเวลานั้นของเรามากยิ่งขึ้น เช่น หากต้องการเพิ่มวงเงินเพื่อนำไปใช้ตกแต่ง ซ่อมแซม ต่อเติมบ้าน ก็สามารถขอวงเงินเพิ่มจากเดิมได้ นอกจากนี้หากมีรายได้เพิ่มขึ้นก็สามารถลดระยะเวลากู้ลงเพื่อให้ชำระต่องวดเพิ่มขึ้น หรือขยายเวลากู้ออกไปเพื่อให้จำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่องวดลดลง รวมไปถึงการปรับอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าเดิมเพื่อให้เสียดอกเบี้ยลดลง หรือจะเปลี่ยนรูปแบบการคิดดอกเบี้ยจากแบบคงที่เป็นแบบลอยตัวก็ได้ครับ

สินเชื่อส่วนบุคคล

รีไฟแนนซ์บ้านได้ตอนไหน

เพื่อน ๆ คงเคยเห็นกันมาบ้างว่า เราควรรีไฟแนนซ์บ้านหลังจากผ่านไปแล้ว 3 ปี หรือ 5 ปี แต่ทำไมถึงต้องเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี ด้วยล่ะ? แล้วถ้าเราอยากรีไฟแนนซ์ก่อนหน้านั้นจะทำได้ไหม จริงๆ แล้วก็ต้องตอบว่า “ได้ครับ” แต่ก่อนที่เพื่อน ๆ จะทำการรีไฟแนนซ์นั้น พี่หมีอยากให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ก่อน แล้วเพื่อน ๆ ก็จะได้รับคำตอบที่เหมาะสมที่สุดครับ

  • ประโยชน์จากการรีไฟแนนซ์บ้านเทียบกับค่าปรับที่ต้องเสีย

    ประโยชน์ที่จะได้รับจากการรีไฟแนนซ์บ้านในขณะนั้น มากกว่าค่าปรับที่ต้องเสียหรือไม่ เพราะปกติแล้วในสัญญากู้บ้านจะระบุไว้ว่าหากเราต้องการปิดยอดหนี้ หรือทำการรีไฟแนนซ์บ้านไปสถาบันการเงินอื่นก่อน 3 ปี หรือ 5 ปี จะต้องเสียค่าปรับ เช่น มีค่าปรับ 3% ของวงเงินกู้ เป็นต้น หากเพื่อน ๆ ต้องการจะรีไฟแนนซ์ภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ลองเปรียบเทียบดูได้ครับว่า ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับนั้นคุ้มค่ากับค่าปรับที่ต้องเสียหรือไม่

  • ทำไมต้องรอ 3 ปี หรือ 5 ปีก่อนถึงจะรีไฟแนนซ์บ้านได้

    จริง ๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ทางเราตกลงกับธนาคารไว้ครับ เช่น บางคนได้รับอัตราดอกเบี้ยบ้านแบบพิเศษ หรือ ฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง (คือทางธนาคารรับภาระในการจ่ายตรงนี้ให้) ก็จะสามารถขอรีไฟแนนซ์ได้ภายในระยะเวลา 5 ปี บางแห่งก็อาจจะ 7 ปี แต่หากไม่มีเงื่อนไขพิเศษ ทางธนาคารมักจะระบุให้สามารถรีไฟแนนซ์ได้ภายใน 3 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงค์ชาติกำหนดไว้ หากจะรีไฟแนนซ์ก่อนระยะเวลา 3 ปีก็ต้องเสียค่าปรับอย่าที่บอกไปครับ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมในเว็บไซต์ GoBear ของเราจึงแสดงรายละเอียดของสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านให้เพื่อน ๆ ดูทั้งดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก และดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอดอายุสัญญษ เพื่อให้เพื่อน ๆ ทำการตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

 

กู้เงินด่วน สมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด

รีไฟแนนซ์บ้านจำเป็นต้องทำประกันไหม

เวลาที่เรายื่นกู้บ้านไป ก็มักจะมีการทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ หรือเรียกสั้นๆว่า ประกันสินเชื่อ MRTA พ่วงเข้าไปด้วยอยู่แล้ว เพื่อที่เวลาเราเกิดเป็นอะไรไป ประกันตัวนี้จะช่วยรับภาระค่าบ้านทั้งหลังให้แทน แต่ถ้าเรารีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ จำเป็นจะต้องทำประกันอีกรอบหรือเปล่า ตรงนี้ไม่เชิงว่าจะต้องทำใหม่ซะทีเดียวครับ เราอาจใช้วิธี

  1. เปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์จากธนาคารเดิมเป็นธนาคารใหม่

    แต่ทั้งนี้ต้องดูก่อนนะครับว่าวงเงินในกรรมธรรม์นั้นครอบคลุมค่าบ้านทั้งหมดหรือไม่ เนื่องจากบางคนกู้เพิ่มค่าตกแต่งเข้าไปด้วยอีก ทำให้ธนาคารใหม่อาจจะไม่ยอมหากวงเงินในกรมธรรม์เดิมไม่ครอบคลุมครับ แต่หากไม่มีปัญหาอะไรพี่หมีแนะนำวิธีนี้เลย เพราะสะดวก และเราไม่ต้องเสียเงินอีกรอบครับ

  2. ขอเวนคืนกรมธรรม์แล้วไปทำประกันกับธนาคารใหม่

    ขอเวนคืนกรมธรรม์จากธนาคารเดิม แล้วไปทำประกันกับธนาคารใหม่ การเวนคืนนั้นหากพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการขอเงินคืนนั่นเองครับ เพื่อน ๆ จะได้รับเงินคืนบางส่วนหักลบตามระยะเวลาที่เราได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ไปแล้ว ทั้งนี้ต้องดูมูลค่าเวนคืนกรรมธรรม์ด้วยนะครับว่าเหลือเท่าไหร่ เนื่องจากบางที่พอเวนคืนแล้วได้เงินน้อยกว่าเดิมมากก็อาจไม่คุ้มกับการที่เราจะไปทำประกัน MRTA กับธนาคารใหม่ครับ

 

กู้เงินด่วน สมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด

ดอกเบี้ยบ้านดูยังไง

คำศัพท์ต้องรู้ในการคำนวณดอกเบี้ยบ้าน

ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่พ้นคำศัพท์เรื่องของอัตรา ดอกเบี้ยบ้าน ครับ ซึ่งเราคงพอคุ้นๆกันมาบ้างแล้วจากตอนขอกู้ซื้อบ้าน แต่ก่อนทำการขอรีไฟแนนซ์ก็จำเป็นที่จะต้องมาทบทวนทำความเข้าใจกันอีกสักรอบครับ

  1. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่

    (Fixed Rate) คือ อัตราดออกเบี้ยที่จะไม่เปลี่ยนแปลง โดยคงที่ตามระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา ส่วนใหญ่แล้ว มักเป็นอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่เราได้ในช่วงโปรโมชั่นครับ เช่น ดอกเบี้ย 0.25% ปีแรก เป็นต้น
  2. อัตราเงินกู้แบบลอยตัว

    (Floating Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามประกาศของสถาบันการเงินหรือผู้ให้กู้ แบ่งเป็น
    • MLR (Minimum Loan Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกหนี้รายใหญ่ชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี หรือ มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ
    • MOR (Minimum Overdraft Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี
    • MRR (Minimum Retail Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกหนี้รายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย ตัวอย่างเช่น อัตราดอกเบี้ย = MRR-0.25% และสมมติว่าอัตราดอกเบี้ย MRR ที่ทางธนาคารประกาศคือ 7% แสดงว่าอัตราดอกเบี้ยที่เราได้รับจากธนาคารก็คือ 7%-0.25% = 6.75%

 

สินเชื่อส่วนบุคคล

ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้านต้องทำอย่างไร

ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้าน

ขั้นตอนในการรีไฟแนนซ์บ้านและขั้นตอนการกู้ซื้อบ้านไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก โดยเริ่มจาก

  1. เปรียบเทียบเงื่อนไขของธนาคารต่าง ๆ เราต้องพยายามหาเงื่อนไขการให้กู้ที่ดีกว่าเดิม เช่น ดอกเบี้ยลดลง จำนวนเงินผ่อนต่อเดือนลดลง หรือระยะเวลาผ่อนนานขึ้น เพื่อหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดจากแต่ละธนาคาร
  2. ติดต่อกับธนาคารเดิมที่เราเคยขอยื่นสินเชื่อบ้านมาก่อน เพื่อขอรายการสรุปยอดหนี้สินเชื่อบ้านที่ยังเหลืออยู่ พร้อมจัดเตรียมเอกสาร เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เอกสารแสดงรายได้ เอกสารความเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดที่จะนำมารีไฟแนนซ์ และ รายการสรุปยอดหนี้สินเชื่อบ้าน ฯลฯ
  3. หลังจากจัดเตรียมเอกสารและรายการยอดหนี้สินเชื่อเดิมที่คงเหลืออยู่แล้วก็นำเอกสารดังกล่าวไปยื่นขอรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารใหม่ (ในกรณีที่คุณพิจารณาแล้วว่าการรีเทนชั่นอาจจะคุ้มกว่าก็สามารถยื่นกับธนาคารเดิมได้) โดยควรยื่น 3 ธนาคารขึ้นไป
  4. รอเจ้าหน้าที่จากธนาคารใหม่ มาประเมินบ้านหรือทรัพย์สินที่เราต้องการรีไฟแนนซ์ ขั้นตอนนี้ใช้ระยะเวลาในการอนุมัติประมาณ 2-4 สัปดาห์ ซึ่งแต่ละธนาคารมีการประเมินและตีราคาหลักทรัพย์ที่แตกต่างกัน และราคาประเมินนี้เองที่จะส่งผลโดยตรงต่อเงินกู้ที่เพื่อน ๆ จะได้รับจากการขอรีไฟแนนซ์บ้านครับ
  5. รอฟังผลการอนุมัติจากธนาคาร
  6. เมื่อได้รับผลการอนุมัติแล้ว เดินหน้าติดต่อกับธนาคารเก่า เพื่อนัดวันไถ่ถอนที่สำนักงานที่ดิน นำเอกสารไปไถ่ถอนบ้านจากสินเชื่อเดิม พร้อมทั้งติดต่อกับธนาคารใหม่ที่ต้องการรีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อทำสัญญาสินเชื่อใหม่ โดยนัดเจ้าหน้าที่จากทั้ง 2 ธนาคาร ให้มาภายในวันเดียวกัน
  7. ทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินโดยมีเจ้าหน้าที่จากทั้งสองธนาคารไปด้วย และมอบโฉนดที่ได้มาจากสำนักงานที่ดินให้กับธนาคารใหม่ ซึ่งหากเราได้รับสินเชื่อใหม่ในราคาที่สูงกว่าราคาไถ่ถอน ในกรณีนี้ครั้งแรกจะได้รับเช็ค 2 ใบ เป็นเช็คสำหรับไถ่ถอน และอีกใบเป็นเช็คส่วนต่างครับ

 

กู้เงินด่วน สมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด

กู้บ้านอย่างไรให้ผ่าน

คุณสมบัติของผู้ขอรีไฟแนนซ์บ้าน

ส่วนใหญ่แล้ว ธนาคารและสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง จะกำหนดคุณสมบัติของผู้กู้และผู้กู้ร่วม ที่จะทำการขอรีไฟแนนซ์ไว้คล้ายๆ กันคือ

  • ผู้กู้และผู้กู้ร่วมจะต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ คือมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 65 ปี หรือไม่เกินอายุปลดเกษียณตามที่กฎหมายกำหนดเฉพาะหน่วยงาน
  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย จะเป็นพนักงานประจำ หรือประกอบธุรกิจส่วนตัวก็ได้ แต่ต้องมีเงินเดือนหรือรายได้ประจำที่แน่นอน (มีความสามารถที่จะชำระหนี้เงินกู้ได้)
  • มีประวัติเครดิตบูโรที่ดี ไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้มาก่อน (หากมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ให้แสดงหลักฐานการปรับปรุงหนี้ และชำระหนี้เสร็จสิ้นก่อนวันพิจารณาสินเชื่อ)
  • กรณีที่กู้ร่วม ผู้กู้ร่วมจะต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับผู้กู้ หรือเป็นคู่สมรส

 

กู้เงินด่วน สมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด

เอกสารรีไฟแนนซ์บ้าน

เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อขอรีไฟแนนซ์บ้าน

การเตรียมเอกสารประกอบการยื่นขอรีไฟแนนซ์บ้านนั้นจะคล้ายกับเอกสารยื่นกู้บ้านครั้งแรก แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ เอกสารประจำตัวผู้ขอสินเชื่อ เอกสารแสดงความสามารถทางการเงิน และเอกสารแสดงรายละเอียดหลักทรัพย์ โดยแต่ละกลุ่มให้เตรียมเอกสารดังนี้ครับ

กลุ่มที่ 1 เอกสารประจำตัวผู้ขอสินเชื่อ

  1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรประจำตัวข้าราชการ ทั้งต้นฉบับและสำเนา
  2. ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน ทั้งต้นฉบับและสำเนาทุกหน้า
  3. กรณีที่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนนามสกุล ให้เตรียมใบจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อและนามสกุล ทั้งต้นฉบับและสำเนาทั้งหมดไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนชื่อกี่ครั้ง
  4. กรณีสมรส เตรียมทะเบียนสมรส ทั้งต้นฉบับและสำเนา
  5. กรณีหย่า เตรียมทะเบียนหย่า ทั้งต้นฉบับและสำเนา
  6. กรณีคู่สมรสเสียชีวิต เตรียมมรณะบัตรของคู่สมรส ทั้งต้นฉบับและสำเนา
  7. กรณีแยกกันอยู่กับคู่สมรส เตรียมใบแจ้งความแยกกันอยู่ ทั้งต้นฉบับและสำเนา

กลุ่มที่ 2 เอกสารแสดงความสามารถทางการเงิน

เพื่อแสดงรายได้และศักยภาพในการผ่อนชำระของผู้ขอสินเชื่อ รวมไปถึงหลักทรัพย์ต่างๆ

พนักงานประจำ

กรณีเป็นพนักงานประจำ ให้เตรียมเอกสารดังนี้

  1. หนังสือรับรองเงินเดือน ฉบับจริง
  2. สลิปเงินเดือน หรือใบแจ้งการจ่ายค่าจ้างจากหน่วยงานย้อนหลัง 3 เดือน ฉบับจริงและสำเนา
  3. บัญชีแสดงรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน ทั้งฉบับจริงและสำเนา
  4. กรณีรับเงินเดือนเป็นเงินสด ให้เตรียมแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปีหรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทั้งต้นฉบับและสำเนา
อาชีพอิสระ

กรณีประกอบอาชีพอิสระ ให้เตรียมเอกสารดังนี้

  1. บัญชีแสดงรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน ทั้งฉบับจริงและสำเนา
  2. ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร วิศวกร ทนาย สถาปนิก (ถ้ามี)
  3. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทั้งต้นฉบับและสำเนา
ประกอบธุรกิจส่วนตัว

กรณีประกอบธุรกิจส่วนตัว ให้เตรียมเอกสารดังนี้

  1. สำเนาทะเบียนการค้า ทะเบียนพาณิชย์ หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (หนังสือบริคณห์สนธิ) กรณีที่มีการจดทะเบียน
  2. สมุดบัญชีแสดงการเดินบัญชีย้อนหลัง 12 เดือน ทั้งบัญชีส่วนตัวและบัญชีกิจการ ทั้งฉบับจริงและสำเนา
  3. บัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่แสดงรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน และวงเงินเบิกเกินบัญชี
  4. หลักฐานเกี่ยวกับกิจการ อื่นๆ เช่น ภาพถ่ายกิจการ 5 ภาพ รายชื่อผู้ถือหุ้น งบการเงิน หลักฐานรายได้และทรัพย์สินอื่นๆ หลักฐานแสดงการเสียภาษี (ภ.พ. 30) เป็นต้น

 

กู้เงินด่วน สมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด

ค่าธรรมเนียมรีไฟแนนซ์บ้าน

ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมรีไฟแนนซ์บ้าน

หลักๆ แล้วค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารใหม่ ก็จะมีรายละเอียดที่ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยอาจจะมีเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมาขึ้นอยู่กับธนาคารที่เลือก และบางธนาคารก็อาจมีโปรโมชั่นไม่คิดค่าใช้จ่ายบางรายการ ควรสอบถามเพิ่มเติม) ซึ่งส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมคร่าวๆ ประมาณนี้ครับ

  • ค่าประเมินหลักประกัน ( “หลักประกัน” ในที่นี้ก็คือ บ้าน, คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์ที่เราจะนำมารีไฟแนนซ์นั่นเองครับ) ประมาณ 1,000-3,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ ประมาณ 1,000-3,000 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ที่เราได้รับจากการรีไฟแนนซ์บ้าน
  • ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย
  • ค่าธรรมเนียมจดจำนอง จ่ายให้กรมที่ดิน 1% ของวงเงินกู้
  • ค่าเบี้ยปรับปิดยอดหนี้ก่อนกำหนด (ประมาณ 2-3% ของยอดหนี้คงเหลือ กรณีไถ่ถอนจากสินเชื่อเดิมก่อนกำหนด)
  • นอกจากนี้ อาจเตรียมเงินสำรองไว้เผื่อค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าออกเช็ค ค่านิติกรรม หรือส่วนต่างวงเงินสินเชื่อในกรณีที่ได้รับเงินไม่ครอบคลุม เป็นต้น

รีไฟแนนซ์บ้านมือสองได้ไหม

เพื่อนๆบางคนมีข้อสงสัยว่า แล้วในกรณีที่เป็นบ้านมือสองหรือคอนโดมิเนียมมือสอง ที่เราซื้อต่อมาจากเจ้าของบ้านอีกทีล่ะ สามารถรีไฟแนนซ์บ้านได้ไหม คำตอบคือ ได้ครับ โดยเพื่อนๆอาจจะทำการยื่นประเมินหลักทรัพย์แล้วขอกู้กับธนาคาร A ที่มีโปรโมชั่นดีๆสำหรับบ้านมือสองก่อน ต่อมาเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ก็สามารถไปยื่นขอรีไฟแนนซ์จากธนาคารแห่งอื่นได้เช่นกันครับ

ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เลือกรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารไหนจึงจะได้ประโยชน์หรือเหมาะสมกับเรามากที่สุด ควรพิจารณาจากสิ่งต่างๆเหล่านี้ครับ

  1. วงเงินกู้ เลือกธนาคารที่สามารถให้วงเงินตามที่เราต้องการได้ จากการสำรวจสินเชื่อรีไฟแนนซ์ของธนาคารต่างๆ พบว่าให้วงเงินกู้ตั้งแต่ร้อยละ 90-100 อีกทั้งบางธนาคารยังยินยอมให้กู้เพิ่มจากยอดหนี้เดิมได้อีกด้วยนะครับ
  2. อัตราดอกเบี้ย โดยทั่วไปแล้วก็ควรจะต่ำกว่าเดิม ทำให้จำนวนเงินที่เราต้องผ่อนต่อเดือนกับธนาคารลดลง ผ่อนสบายขึ้น เพื่อนๆ ยังสามารถนำเงินค่างวดส่วนต่างนี้ไปใช้จ่าย เก็บออม หรือลงทุนได้ตามต้องการ
  3. ระยะเวลาการผ่อนชำระ ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆนะครับว่าต้องการขยายระยะเวลาผ่อนบ้านออกไปมากน้อยแค่ไหน หรือบางคนได้รับเงินก้อนมา ก็อยากจะเลือกจ่ายให้หมดไวที่สุดก็สามารถทำได้เช่นกันครับ
  4. ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ กับผลประโยชน์ที่จะได้รับ อย่างที่บอกไปข้างต้นนะครับว่าการรีไฟแนนซ์เองก็มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน ตรงนี้เพื่อนๆควรเปรียบเทียบดีๆครับว่า ระหว่างผลประโยชน์ที่เราจะได้รับ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง หรือการผ่อนชำระต่อเดือนที่น้อยลงนั้น คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปหรือไม่

 

กู้เงินด่วน สมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด

รีไฟแนนซ์กับขอลดดอกเบี้ยบ้าน

การขอลดดอกเบี้ยบ้าน

นอกจากการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารใหม่แล้ว ยังมีอีกวิธีการหนึ่งก็คือ การขอลดดอกเบี้ยบ้าน หรือการรีเทนชั่น : Retention ซึ่งก็คือการขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมที่เราผ่อนบ้านอยู่นั่นเอง

สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อจะทำการขอลดดอกเบี้ยบ้าน

  1. สัญญาเงินกู้
  2. ทะเบียนบ้าน
  3. บัตรประชาชน

หลังจากนั้นก็ตรงเข้าไปเจรจากับธนาคารได้เลย

เปรียบเทียบรีไฟแนนซ์กับขอลดดอกเบี้ยบ้าน

 

การขอลดดอกเบี้ยบ้าน

การรีไฟแนนซ์บ้าน

ข้อดี
  1. เตรียมเอกสารน้อย
  2. ขั้นตอนการพิจารณาค่อนข้างรวดเร็ว มักไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ เพราะธนาคารมีประวัติในการผ่อนชำระของเราอยู่แล้ว
  3. ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หรือมีน้อยมาก
  1. ธนาคารให้อัตราดอกเบี้ยใหม่ ที่ลดลงกว่าเดิมค่อนข้างเยอะ
  2. สามารถยืดระยะเวลาการผ่อนชำระได้
  3. สามารถนำเงินส่วนต่างที่
ข้อเสีย
  1. ธนาคารมักลดดอกเบี้ยให้ไม่เยอะ โดยเฉลี่ยจะลดดอกเบี้ยประมาณ 0.25-0.50% เท่านั้น
  2. บางธนาคารก็ไม่มีนโยบายการลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้าเดิม
  1. เตรียมเอกสารเยอะกว่า เนื่องจากเป็นลูกค้าใหม่
  2. ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติอาจใช้เวลานานกว่า โดยมากไม่เกิน 2 อาทิตย์
  3. มีค่าใช้จ่ายขั้นตอนต่างๆในการดำเนินงาน ตรงนี้เราอาจจะต้องทำการเปรียบเทียบ เพราะบางธนาคารก็มีโปรโมชั่นฟรีค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ครับ

 

รีไฟแนนซ์บ้าน
Last update on Dec 03, 2020