รวมเรื่องต้องรู้ก่อนซื้อ “ประกันรถยนต์”

ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท ประกันชั้น 1,2+,3+,3 ต่างกันอย่างไร ต่อประกันเจ้าเดิมหรือเปลี่ยนใหม่ดี ทำความรู้จักและเลือกประกันรถที่เหมาะกับคุณที่สุดได้ที่โกแบร์

ประกันรถยนต์คืออะไร

ประกันรถยนต์ คือ ประกันชนิดหนึ่งที่ผู้เอาประกันทำไว้เพื่อคุ้มครองรถยนต์ ทรัพย์สินและบุคคลในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ซึ่งการคุ้มครองจะแตกต่างกันออกไปตามแผนประกันรถยนต์ ว่าแผนๆ นั้นจะคุ้มครองรถยนต์ผู้เอาประกัน และ/หรือคู่กรณีหรือไม่ แผนประกันจะคุ้มครองบุคคลที่สาม และทรัพย์สินของบุคคลที่สามหรือไม่ แผนประกันนั้นจะคุ้มครองเหตุน้ำท่วม ไฟไหม้ ขโมยรถหรือไม่ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถเปรียบเทียบได้เองครับว่าเพื่อนๆ อยากได้ประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองมากน้อยแค่ไหน ตามแต่ที่เพื่อนๆ ต้องการนั่นเองครับ

woman in car

ทำไมต้องทำ "ประกันรถยนต์" เพื่อปกป้องรถของคุณ?

การเลือกประกันรถยนต์ที่ใช่สำหรับรถยนต์ของคุณ คือเรื่องที่สำคัญกว่าที่คุณคิดนะครับ เพราะเมื่อคุณใช้รถใช้ถนนนั้น ความเสี่ยงหลายๆ อย่างอาจเกิดขึ้นได้ นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าอุบัติเหตุ ที่เราไม่สามารถคาดเดาได้นั่นเองครับ นอกจากนี้ เรายังเสี่ยงต่อปัญหาการโจรกรรมรถยนต์ น้ำท่วมรถยนต์ ไฟไหม้รถยนต์ อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราสามารถจัดการความเสี่ยง และคุ้มครองรถยนต์ของเราด้วยประกันรถยนต์ครับ ทำให้เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้เอง หากเรื่องไม่คาดคิดเหล่านี้เกิดขึ้น

ความคุ้มครองหลักๆ ของประกันรถยนต์

car insurance

 

หากพูดถึงประกันรถยนต์ หรือ ประกันภัยรถยนต์ (car insurance) นั้น มีรายละเอียดมากมายที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่เข้าใจ เพราะนอกจากจะมีประกันรถยนต์ภาคบังคับที่กฎหมายบอกว่ายานพาหนะทุกคันต้องทำแล้ว ยังมีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจอีก แล้วในเรื่องของความคุ้มครองนั้นมันต่างกันอย่างไร มีความคุ้มครองอะไรบ้าง นอกจากความคุ้มครองแล้ว ยังมีในส่วนของ ชั้นต่างๆ ที่แยกประกันรถยนต์แต่ละชั้น ที่มีความคุ้มครองแตกต่างกันออกไปอีกด้วย

โดยความคุ้มครองส่วนมากจะอยู่ในประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ซึ่งจะอธิบายต่อไปในหัวข้อต่างๆ ด้านล่าง แต่สำหรับผู้ที่ยังสงสัยว่า แล้วประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับนั้นคืออะไร คำตอบง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่า “ประกันภัย พ.ร.บ.” นั่นเองครับ โดยชื่อเต็มๆ ก็คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งความตั้งใจของกฎหมายที่ว่านี้ก็เพื่อคุ้มครองบุคคลที่สามที่ได้รับประสบภัยจากรถนั่นเอง โดยผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. กล่าวโดยละเอียดก็คือ ประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร คนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถก็จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้

ความคุ้มครองกรณีรถยนต์หาย

ความคุ้มครองกรณีรถยนต์หาย

 

หนึ่งในความคุ้มครองที่สำคัญ และมีประโยชน์มากๆ ในยุคที่มิจฉาชีพขโมยรถมีอยู่เต็มไปหมด ก็คือ ความคุ้มครองรถยนต์ในกรณีของรถยนต์สูญหาย ซึ่งหลายๆ คนอาจสงสัยว่า หากรถสูญหายขึ้นมาจริงๆ บริษัทประกันรถยนต์ที่เราทำประกันรถยนต์ด้วยนั้น จะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ และมีเงื่อนไขการจ่ายเงินอย่างไร

โดยตามกฏระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นั้น มีการควบคุมบริษัทประกันภัยในเรื่องของการชดเชยค่าสินไหมกรณีรถหายอย่างชัดเจนครับ

โดยกรณีที่จะเข้าข่ายว่าบริษัทประกัน “ประวิงเวลา” การจ่ายค่าสินไหมทดแทน มีดังนี้

  • หากรถหาย และผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามแต่กรณี ได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยรถยนต์อย่างชัดเจนจากเหตุรถยนต์หาย โดยได้ดำเนินการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แต่ว่า บริษัทไม่ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ กรณีนี้นับเป็นการประวิงเวลา ถือว่าผิด
  • ในกรณีที่บริษัทประกันเกิดความสงสัยว่าการแจ้งขอค่าสินไหมชดเชยจากเหตุรถยนต์หาย ดำเนินไปอย่างไม่สุจริต และบริษัทประกันได้แจ้งแก่กรมการประกันภัยแล้ว แต่บริษัทยังไม่จ่ายค่าสินไหมชดเชยภายในเวลา 45 วันนับตั้งแต่เกิดเหตุรถยนต์หาย ถือว่าเป็นการประวิงเวลาเช่นกัน เว้นเสียแต่ว่า ประเด็นดังกล่าวมีมูล และอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีอาญากับผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์แล้วแต่กรณี

โดยในทั้งสองกรณีนี้ หากบริษัทประกันภัยไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาที่กำหนด คปภ. จะถือว่าบริษัทประกันภัย ประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และสามารถลงโทษบริษัทประกันภัยได้โดยทำการเพิกถอนใบอนุญาตบริษัทและเรียกเก็บค่าปรับได้ตามสมควรนั่นเอง

ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต

ผู้ประสบภัยจากรถชนเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร ทายาทสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ได้จาก 2 ช่องทางคือ

  • ความคุ้มครองกรณี รถชนเสียชีวิต จากการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
    • ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ. มีความมุ่งหมายให้ประชาชน ทุกคนได้รับความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย และอนามัยอันเกิดจากอุบัติเหตุจากรถ ให้ได้รับการช่วยเหลือและรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องห่วงกังวลกับค่ารักษาพยาบาล ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับการชดใช้ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ในกรณี บาดเจ็บ ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ ซึ่งในกรณีเสียชีวิต หรือค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพ ในกรณีผู้ประสบภัยบาดเจ็บและต่อมาเสียชีวิตนั้น สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จะจ่ายค่าสินไหมชดเชยเพื่อเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยและทายาท 200,000 บาทต่อค
  • ความคุ้มครองกรณี รถชนเสียชีวิต จากการประกันภัยรถภาคสมัครใจ (ประเภท 1)
    • ส่วนความคุ้มครองกรณี รถชนเสียชีวิต จากการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ประเภท 1) จะสามารถแบ่งเป็นกรณีไม่มีผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย และกรณีมีผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย ซึ่งคำว่า ผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย ก็คือ ผู้ที่กฎหมายบัญญัติต้องดูแลอุปการะกัน อาทิ สามี-ภรรยา พ่อแม่ และลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งในสองกรณีนี้มีค่าชดเชยสินไหมแตกต่างกันตามแต่แผนประกันภัยนั่นเอง

ความคุ้มครองกรณีค่ารักษาพยาบาล

girl in hospital

 

ผู้ประสบภัยที่ได้รับบาดเจ็บสามารถเรียกร้องค่าสินไหมด้าน ค่ารักษาพยาบาล จากประกันรถยนต์ดังนี้

  • ความคุ้มครองด้าน ค่ารักษาพยาบาล จากการประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อคน และค่าชดเชยรายวัน สำหรับผู้ประสบภัยที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล วันละ 200 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 วัน และ
  • ความคุ้มครองด้าน ค่ารักษาพยาบาล จากการประกันภัยรถภาคสมัครใจ (ประเภท 1) ได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินความคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย

จะเห็นได้ว่า การทำประกันเอาไว้ หากเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยหากคุณไม่มีกองทุนฉุกเฉินเอาไว้รักษาตัว และต้องมีค่าใช้จ่ายสูงในการรักษาพยาบาล ประกันรถยนต์ก็สามารถคุ้มครองคุณได้นะครับ ถือเป็นการจัดการความเสี่ยงในชีวิตได้ดีพอสมควร

ความคุ้มครองรถยนต์กรณีไฟไหม้

ไฟไหม้รถยนต์ ประกันรถยนต์ ชดเชยแบ่งเป็น 2 กรณี
 

  • ในส่วนของ ไฟไหม้รถยนต์ นั้น กรณีแรก กรมธรรม์ใช้คำว่า “รถเสียหายสิ้นเชิง” หรือ “รถเสียหายหนัก” ในกรณีนี้ บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์นะครับ ส่วนใครที่สงสัยว่า คำว่า “รถยนต์เสียหายสิ้นเชิง” หมายความว่าอย่างไร? คำนี้ หมายถึง รถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจนไม่อาจซ่อมให้กลับมาอยู่ในสภาพคงเดิมได้อีก หรือเสียหายไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่ารถยนต์ในขณะที่เกิดเหตุไฟไหม้รถยนต์ขึ้น โดยหากทุนประกันภัยรถยนต์ต่ำกว่า 80% ของมูลค่ารถยนต์ในขณะที่เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ แล้วแต่กรณี ต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่บริษัททันที และให้ถือว่าการคุ้มครองรถยนต์นั้นเป็นอันสิ้นสุดลง
  • ในกรณีที่สอง ในกรมธรรม์ระบุว่า หากรถยนต์ได้รับ “ความเสียหาย” จากไฟไหม้รถยนต์แต่ไม่ถึงกับเสียหายสิ้นเชิง บริษัทประกันภัยและผู้เอาประกันภัยอาจตกลงกันได้นะครับ ให้มีการจัดซ่อมรถให้กลับมาสภาพคงเดิม หรือเปลี่ยนรถยนต์ซึ่งมีสภาพเดียวกันแทนได้ ทั้งนี้รวมทั้งอุปกรณ์ของรถยนต์นั้น หรือชดใช้เงินเพื่อทดแทนความเสียหายนั้นก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการตกลงกันของผู้เอาประกันภัยรถยนต์ และบริษัทประกันนั่นเอง

ความคุ้มครองรถยนต์กรณีน้ำท่วม

ความคุ้มครองรถยนต์กรณีน้ำท่วม

 

กรณี น้ำท่วมรถ ประกันรถยนต์ คุ้มครองแยกออกเป็น 2 กรณีดังนี้
 

  • เสียหายโดยสิ้นเชิง ในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นถ้ารถยนต์ของผู้เอาประกันภัย เสียหายโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเป็นสภาพเดิมได้อีกต่อไป โดยมากบริษัทประกัน จะประเมินมูลค่าความเสียหายที่ร้อยละ 70 ของมูลค่ารถคันนั้น ซึ่งหากพิจารณาจากความเสียหาย ในกรณีนี้คือ ท่วมมิดคันรถ หรือ น้ำท่วมเกินคอนโซลหน้ารถ ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งห้องโดยสารนั่นเองครับ
  • เสียหายแค่บางส่วน ในกรณีนี้ บริษัทประกันจะประเมินว่า รถยนต์คันที่เอาประกันยังสามารถซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพดังเดิมได้ โดยจะถือเป็นความรับผิดชอบของประกันในการซ่อมแซมรถที่ประสบภัยให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยที่บริษัทประกันภัยนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการซ่อมเพื่อคืนสภาพรถคันดังกล่าว ตั้งแต่ในส่วนของเครื่องยนต์กลไก ไปจนถึงการทำความสะอาดต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นค่าใช้จ่ายในการซักพรม ฟอกเบาะ ทำความสะอาดภายใน ก็สามารถเคลมบริษัทประกันได้ทั้งสิ้น

ส่วนในเรื่องของการเคลมนั้น ขั้นแรกถ่ายรูปสภาพตอน น้ำท่วม ครับ ต่อมาถ่ายรูปสภาพตอนน้ำลด เรียกประกันมาดู และนำเข้าอู่ ซึ่งถ้าเป็นอู่ที่เป็นศูนย์ ก็จะง่ายกว่า และหลังจากนั้นประกันก็จะประเมินราคา และทำการซ่อมให้กลับมาสู่สภาพเดิมนั่นเอง ส่วนในกรณีที่รถเสียหายอย่างสิ้นเชิง ก็จะจ่ายเงินคืนตามจำนวนที่เอาประกัน และรถจะต้องตกเป็นของทรัพย์สินของบริษัทประกันนั่นเอง

เลือกประกันออนไลน์ดีอย่างไร

เลือกประกันรถยนต์ออนไลน์

 

การซื้อประกันรถออนไลน์ โดยเฉพาะการซื้อผ่านบริษัทประกันโดยตรงนั้น ก็ถือว่าเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็ว สามารถได้ประกันในทันทีนะครับ เพราะในวันนี้ บริษัทประกันส่วนใหญ่ก็สามารถเสนอราคาให้เพื่อนๆและให้เพื่อนๆกดซื้อประกันออนไลน์ได้ทันที ทั้งประหยัดเวลาเพื่อนๆ แล้วก็ประหยัดงบของบริษัทประกันเองด้วย กระบวนการการขอใบเสนอราคาด้วยวิธีการแบบนี้นั้น มักจะรวดเร็วกว่าการซื้อประกันผ่านโบรกเกอร์แน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าเพื่อนๆกำลังรีบอยากได้ประกันเร็วๆ เพราะต้องการรถเอาไปใช้ ก็ให้ซื้อประกันรถออนไลน์ไปเลยครับ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ก็ถือว่า win-win นะครับ เพราะบริษัทประกันเองก็ไม่อยากจะจ่ายเงินเพิ่มเติมให้กับโบรกเกอร์ประกัน ก็จะทำให้ราคาประกันรถถูกลงในแต่ละเดือน ทั้งเร็วทั้งถูกแบบนี้ ถือว่าโอเคเลยนะครับ

ประเภทประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์ภาคบังคับ

ประกันภัยรถยนต์แบบภาคบังคับ ก็คือ “ประกันภัยพ.ร.บ.” หรือพ.ร.บ.รถยนต์ที่เรารู้จักกันนั่นเองครับ พ.ร.บ.รถยนต์ แบบนี้จะถูกบังคับให้ทำในรถทุกคัน (ยกเว้นบางประเภทที่ พ.ร.บ.รถยนต์ ระบุเอาไว้) โดยประกันรถยนต์ภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ.รถยนต์ จะให้ความคุ้มครองเฉพาะชีวิต ร่างกายหรืออนามัยของผู้ประสบภัย อันเกิดจากรถที่ทำพ.ร.บ.รถยนต์ไว้ โดยจะจ่ายสินไหมทดแทน 2 ส่วนคือ
 

  1. ส่วนแรกคือค่าเสียหายเบื้องต้น ที่สามารถจ่ายได้เลยตามค่ารักษาพยาบาลจริง (ไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน) และหากเกิดกรณีเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพถาวร ก็จะชดเชยให้เบื้องต้น 35,000 บาทต่อคน และจ่ายชดเชยให้เบื้อต้น 35,000 บาทในกรณีเสียชีวิต เพื่อเป็นค่าปลงศพครับ
  2. ส่วนที่สองที่พ.ร.บ.รถยนต์คุ้มครอง จะเป็นสินไหมทดแทน ที่จะต้องรอพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิดก่อน โดยสินไหมทดแทนจะถูกเรียกเก็บจากฝ่ายผิดครับ ทั้งนี้ ค่ารักษาพยาบาลจะชดเชยสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อคน และหากเกิดกรณีทุพลภาพถาวรหรือเสียชีวิต พ.ร.บ.รถยนต์จะชดเชยให้เต็มจำนวนคือ 300,000 บาทต่อหนึ่งคน
     
ประเภทประกันรถยนต์

 

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ

บนเว็บไซต์ GoBear นั้น เรามีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจให้เพื่อนๆ เลือกดังต่อไปนี้ครับ

ประกันรถยนต์ชั้น 1

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คือ ประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองครอบคลุมที่สุดครับ คุ้มครองทั้งผู้เอาประกัน บุคคลภายนอก คู่กรณี ทั้งบุคคลและทรัพย์สินครับ ไม่ว่าผู้เอาประกันจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก นอกจากนี้ยังคุ้มครองครบถ้วนทั้งในกรณีของไฟไหม้ รถยนต์สูญหาย หรือน้ำท่วมนั่นเองครับ ซึ่งถ้าเพื่อนๆ สนใจประกันรถยนต์ชั้น 1 บน GoBear เพื่อนๆ สามารถให้พี่หมีช่วยเลือกได้เลยครับ

ประกันรถยนต์ชั้น 2+

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ มีความคล้ายคลึงกับประกันรถยนต์ชั้น 1 มากครับ เพียงแค่ว่ามีความคุ้มครองที่ลดลงมา และเบี้ยประกันที่ถูกลงมา โดยความแตกต่างของประกันชั้น 2+ และประกันรถยนต์ชั้น 1 ก็คือ ชั้น 2+ จะคุ้มครองรถยนต์ผู้เอาประกันหากเกิดการเฉี่ยวชนในกรณีที่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้นครับ นั่นหมายความว่าหากเพื่อนๆ ขับรถเฉี่ยวชนต้นไม้ ชนรั้ว หรือไม่มีคู่กรณี จะไม่คุ้มครองนั่นเอง

ประกันรถยนต์ชั้น 3+

ส่วนประกันรถยนต์ชั้น 3+ นั้น จะไม่คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วมนะครับ ส่วนในกรณีเฉี่ยวชน จะคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เอาประกันเฉพาะกรณีที่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น จะไม่คุ้มครองการเฉี่ยวชนในกรณีอื่นๆ ครับ และยังคุ้มครองทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และคู่กรณีอีกด้วยครับ

ประกันรถยนต์ชั้น 3

ประกันรถยนต์ชั้น 3 นั้น เหมาะกับคนใช้รถน้อย และต้องการเบี้ยประกันรถยนต์ที่เน้นราคาถูกเข้าว่าครับ ส่วนในเรื่องของความคุ้มครองของประกันรถยนต์ชั้น 3 นั้นจะไม่คุ้มครองรถยนต์และทรัพย์สินของผู้เอาประกันเลย ไม่ว่าจะเป็นกรณีของเหตุไฟไหม้ รถยนต์สูญหาย น้ำท่วม หรืออุบัติเหตุเฉี่ยวชน แต่จะรับผิดชอบทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และตัวบุคคลภายนอกเท่านั้น
 

ประกันรถยนต์ชั้น 1 ความคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกความเสี่ยง

หากพูดถึงประกันภัยรถยนต์ที่มีความคุ้มครองครอบคลุมที่สุด คุ้มครองทุกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ แน่นอนต้องพูดถึง “ประกันรถยนต์ชั้น 1” อย่างแน่นอน โดยประกันรถชั้น 1 มีความคุ้มครองหลักๆ ที่ทำให้เป็นประกันรถยนต์ภาคสมัครใจที่ได้รับความนิยมอย่างสูงดังนี้

1) ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองทั้งผู้เอาประกันภัย คู่กรณี และบุคคลที่สาม

เวลาที่เราขับรถอยู่บนท้องถนนนั้น เราไม่ได้เป็นผู้ใช้ถนนเพียงคนเดียวนะครับ แต่ยังมีผู้ที่ร่วมใช้รถใช้ถนนไปพร้อมๆ กับเราในเวลาเดียวกันด้วย ทั้งผู้ที่ใช้ยานพานะทางบกด้วยกัน อาทิ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซ หรือจักรยานเป็นต้น ซึ่งยังรวมถึงผู้ที่เดินอยู่บนทางเท้าอีกด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งที่ประกันภัยชั้น 1 ครอบคลุม คือ ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนทุกคน ไม่ใช่แค่คุ้มครองแค่ผู้เอาประกัน และคนในรถเพียงอย่างเดียว จึงเป็นประกันที่จัดการความเสี่ยงได้อย่างดีเลยล่ะครับ

 

2) ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองในกรณีไฟไหม้

หลายๆ ครั้ง ที่รถยนต์เกิดเหตุเพลิงใหม้ หรือ เหตุเกิดนั้นลามมาจากบริเวณอื่นและส่งผลกระทบให้รถยนต์เพลิงใหม้นั้น เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ รถก็เสียหายยับเยิน บางครั้งรถยนต์เสียหายบางส่วนซึ่งยังพอสามารถซ่อมแซมกลับมาใหม่ได้ แต่บางครั้ง รถเสียหายเกินกว่า 70% ซึ่งไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาใหม่ได้ แต่หากมีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 บริษัทประกันจะคุ้มครองทั้งสองกรณีนะครับ โดยถ้าไม่สามารถซ่อมได้ บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมตามทุนประกัน และยึดซากรถเป็นของบริษัท หากยังพอซ่อมแซมได้ บริษัทจะดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง

 

3) ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองกรณีน้ำท่วม

ในส่วนของน้ำท่วมนั้น ก็ไม่ต่างจากกรณีไฟไหม้มากนัก กล่าวคือ หาก รถยนต์ได้รับการประเมินแล้วว่ายังพอสามารถซ่อมให้กลับมาคงเดิมได้ บริษัทประกันจะดูแลค่าใช้จ่ายในการซ่อมให้ หากไม่สามารถซ่อมได้แล้ว จะก็จ่ายค่าสินไหมตามทุนประกัน และยึดซากรถเป็นของบริษัทนั่นเองครับ

 

4) ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองกรณีโจรกรรม

ในสมัยนี้ มีมิจฉาชีพลักขโมยรถมากมายที่รอพร้อมที่จะขโมยรถของคุณ เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความคุ้มครองที่เหมาะสมมากกับยุคสมัย เพราะหากรถของคุณถูกขโมย คุณก็จะได้รับการคุ้มครองนั่นเอง

ประกันภัยชั้น 2+ ความคุ้มครองที่ครอบคลุม ใกล้เคียงประกันชั้น 1

สำหรับประกันภัยรถยนต์ที่ถือว่ามีความคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 มากที่สุดนั้น ก็คือ ประกันภัยชั้น 2+ ครับ โดยมีข้อดีหลักๆ ที่เพื่อนๆ ควรรู้ เผื่อเอาไว้ตัดสินใจก่อนที่จะเลือกประกันรถยนต์ดังต่อไปนี้

 

ประกันภัยชั้น 2+ กับความคุ้มครองที่ครอบคลุม ใกล้เคียงประกันชั้น 1

ที่บอกว่า ประกันภัยชั้น 2+ มีความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 นั้นก็เพราะ ทั้งในเรื่องของความคุ้มครองบุคคลภายนอกที่เหมือนกับประกันภัยชั้น 1 ความคุ้มครองด้านภัยพิบัติธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ลูกเห็บ ลมพายุ ประกันภัยชั้น 2+ ก็คุ้มครอง โดยมีกฎระเบียบการเคลมเหมือนกับประกันชั้น 1 เลยครับ ส่วนในกรณีไฟไหม้ อัคคีภัย รถยนต์สูญหาย ถูกลักขโมย ก็ได้รับความคุ้มครองไม่ต่างจากประกันภัยชั้น 1 รวมถึงกฏระเบียบการเคลมเลยครับ และยังรวมไปถึงการคุ้มครองในกรณีการก่อการร้ายอีกด้วย สุดยอดไปเลยล่ะครับ

แต่ที่ต่างกันนั้น คือความคุ้มครองต่อรถยนต์และทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยนั้น ในกรณีของประกันภัยชั้น 2+ นั้น จะคุ้มครองเฉพาะในกรณีที่มีการเฉี่ยวชนกับคู่กรณีที่เป็นยานพาหนะทางบกที่กฎหมายกำหนดเท่านั้นนะครับ ถึงจะสามารถเคลมประกันได้ตามปกติ แต่ในกรณีที่เป็นการชนอื่นๆ อาทิ ถอยรถชนต้นไม้ ชนเสา หินกระเด็นใส่ หรือกรณีใด ๆ ก็ตามที่ไม่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบก จะไม่สามารถเคลมประกันได้นั่นเองล่ะครับ

 

เบี้ยประกันคุ้มค่า สบายกระเป๋า

แน่นอนครับว่า ประกันภัยชั้น 2+ มีเบี้ยประกันที่ถูกกว่า สบายกระเป๋ากว่า เพราะฉะนั้น หากเพื่อนๆ หลายๆ คนที่เป็นคนที่ค่อนข้างขับรถอย่างระมัดระวัง ไม่ค่อยชนกับใครบนท้องถนน ประวัติการขับดี ไม่ค่อยมีความเสี่ยง และก็ไม่อยากจ่ายเบี้ยประกันที่แพง แต่ก็ยังอยากได้รับความคุ้มครองอื่นๆ เหมือนกับประกันรถชั้น 1 ที่กล่าวมาข้างต้น ก็น่าจะเหมาะกับประกันภัยชั้น 2+ มากกว่านะครับ โดยราคาส่วนมาก ไม่ถึงหมื่นอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าคุ้มแสนคุ้มเลยล่ะครับ 

ประกันภัยชั้น 3+ กับความคุ้มครองรถยนต์ที่คุ้มค่าคุ้มราคา

สำหรับผู้ที่มองหาประกันรถยนต์ภาคสมัครใจที่ราคาเบาๆ เหมาะสำหรับคนใช้รถน้อย ไม่ค่อยได้ขับ หรือขับอย่างระมัดระวังอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ประกันภัยชั้น 3+ อาจจะเหมาะกับคุณครับ โดยในเรื่องของความคุ้มครองนั้น พี่หมีขอรวบรวมให้เพื่อนๆ อ่านเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจดังต่อไปนี้

 

ความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินผู้เอาประกันภัย คู่กรณี และบุคคลที่สาม

ในประเด็นนี้ ถือเป็นประเด็นหลักของความคุ้มครองของประกันภัยชั้น 3+ เลยล่ะครับ โดยประกันภัยชั้น 3+ จะคุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกัน คู่กรณี และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกครับ เพียงแต่ว่าในส่วนของทรัพย์สินหรือรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยนั้น จะคุ้มครองในกรณีเฉี่ยวชนกับยานพาหนะทางบก หรือพูดง่ายๆ คือในกรณีที่มีคู่กรณีเท่านั้นนะครับ แต่ในกรณีของการเฉี่ยวชนสิ่งอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากยานพาหนะทางบก อาทิ ผู้เอาประกันขับรถชนเสา ชนรั้วบ้าน ชนต้นไม้ หินกระเด็นใส่จนกระจกแตก ในกรณีนี้ ประกันภัยชั้น 3+ จะไม่คุ้มครองนั่นเองครับ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นความคุ้มครองที่ค่อนข้างคุ้มค่าอยู่พอสมควรนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเพื่อนๆ เป็นคนที่ขับรถน้อย ไม่ค่อยได้ใช้รถ หรือเป็นคนขับรถที่มีประวัติขับขี่ค่อนข้างดี จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่แพงเกินความจำเป็นนั่นเองครับ

ประกันภัยชั้น 3 กับความคุ้มครองที่พอดีสำหรับคนใช้รถน้อย

ประกันภัยชั้น 3 ถือเป็นอีกหนึ่งประกันภัยรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อคนใช้รถน้อย นานๆ ได้ใช้รถเสียที ไม่ค่อยมีความเสี่ยงมาก แถมเบี้ยประกันรถยนต์ยังถูกสุดๆ อีกด้วย เรามาดูกันครับว่าทำไมพี่หมีจึงพูดเช่นนั้น เรามาดูกันเลยว่าประกันภัยชั้น 3 นั้น มีความคุ้มครองอะไรบ้าง และทำไมจึงเหมาะกับคนที่ใช้รถน้อย

 

1. คุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

ถูกต้องแล้วครับ ในเรื่องของทรัพย์สิน และรถยนต์นั้น จะคุ้มครองเฉพาะของบุคคลภายนอก และคู่กรณีเท่านั้น แต่จะไม่คุ้มครองในกรณีใดๆ ทั้งสิ้นแก่รถยนต์ของผู้เอาประกัน เพราะฉะนั้น แน่นอนครับ หากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้รถเท่าไหร่นัก อาจจะรู้สึกว่าจะต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงๆ ไปทำไม สู้ทำประกันภัยชั้น 3 และหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็คุ้มครองคู่กรณีอยู่แล้ว แต่ตัวรถยนต์ของผู้เอาประกันนั้น ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบเองนะครับ ส่วนในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และค่าสินไหมกรณีเสียชีวิตนั้น จะคุ้มครองทั้งบุคคลภายนอก และผู้เอาประกันตามปกติครับ มีเพียงรถยนต์ของผู้เอาประกันเท่านั้นที่ไม่อยู่ในขอบข่ายความคุ้มครองของกรมธรรม์ประเภทนี้

 

2. ประกันภัยชั้น 3 ไม่คุ้มครองอะไรบ้างล่ะครับ?

อย่างแรกเลยคือในส่วนของภัยพิบัติทางธรรมชาติครับ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ลูกเห็บตก พายุลมแรง ประกันภัยชั้น 3 จะไม่คุ้มครองครอบคลุมถึงในส่วนนี้ เพราะฉะนั้น หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ผู้เอาประกันก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ทั้งหมดเอง

นอกจากนี้ ประกันภัยชั้น 3 ยังไม่ครอบคลุมถึงในกรณีเฉี่ยวชนในกรณีที่ไม่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกอีกด้วย เพราะฉะนั้น หากเกิดเหตุการณ์ถอยรถชนเสา ถอยรถชนรั้วบ้าน เกี่ยวชนต้นไม้ หินกระเด็นใส่หน้ารถ ก็ไม่ครอบคลุม และผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนนี้เองครับ

ปัจจัยส่งผลต่อประกันรถยนต์

family in car

เพศและอายุ

เพศและอายุ ตามสถิติแล้ว ชายวัยรุ่นจะขับขี่รถยนต์เสี่ยงกว่าหญิงวัยรุ่น จึงต้องจ่ายเบี้ยประกันรถยนต์แพงกว่า ในขณะที่ชายสูงอายุมีแนวโน้มขับขี่ได้ปลอดภัยกว่าหญิงสูงอายุ แบบนี้เป็นต้นครับ ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องเพศและอายุจึงถูกนำไปคำนวณความเสี่ยงในการขับขี่ของเพื่อนๆนั่นเองครับ

 

ราคาประกัน กับสภาพสมรส

สภาพสมรส ตามสถิติบอกว่า คนที่แต่งงานแล้วจะขับขี่ยานพาหนะได้ระมัดระวังกว่าคนโสดครับ ฉะนั้นคนที่แต่งงานแล้วก็จะจ่ายเบี้ยประกันรถยนต์น้องกว่าคนโสดนั่นเอง

 

ถิ่นที่อยู่

ท้องที่การจราจร พื้นที่ที่เพื่อนๆอยู่จะถูกนำไปคำนวณความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุด้วยครับ ยิ่งการจราจรคับคั่งก็ยิ่งต้องจ่ายราคาประกันที่สูงขึ้น รวมไปถึงจำนวนระยะทางที่เพื่อนๆขับขี่ ที่อาจถูกนำมาคำนวณความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นด้วยครับ

 

เบี้ยประกันรถยนต์ กับประเภทยานพาหนะ

ประเภทของยานพาหนะ บริษัทประกันภัยจะคำนวณเบี้ยประกันรถยนต์ที่ต่ำกว่าให้กับรถที่มีราคาถูกกว่า เนื่องมาจากอะไหล่และการซ่อมบำรุงของรถที่มีราคาถูกกว่านั้นจะมีราคาต่ำกว่ารถราคาแพงนั่นเองครับ

 

ประวัติการขับขี่

ประวัติการขับขี่ หากเพื่อนๆไม่เคยมีประวัติการขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุ หรือไม่เคยเคลมประกันรถยนต์เลยตลอดระยะเวลาที่ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองอยู่ ก็สามารถลดราคาประกันไปได้ด้วยครับ ฉะนั้น พยายามขับรถด้วยความระมัดระวัง มีสติและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเสมอๆนะครับ

 

ความนิยมของรถ

เพื่อนๆทราบไหมครับว่า รถรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงในท้องตลาดนั้นมีโอกาสที่จะสูญหายบ่อย ทำให้รุ่นรถนั้นๆถูกนำไปคิดคำนวณความเสี่ยงมากขึ้น และจะมีเบี้ยประกันรถยนต์เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเองครับ

เรื่องที่หลายคนมักมองข้ามเกี่ยวกับประกันรถยนต์

ต่อภาษีรถยนต์คืออะไร ทำไมต้องต่อ? 

“การต่อภาษีรถยนต์” หรือ “การต่อทะเบียนรถยนต์” นั้น ถือเป็นสิ่งที่เพื่อนๆ ต้องทำตามกฎหมาย หากมีรถยนต์เอาไว้ในครอบครองนะครับ เพราะนี่ถือเป็นสิ่งที่จะครอบคลุม ช่วยเพื่อนๆ และบุคคลที่สามหากเกิดความเสียหายจากรถยนต์ที่เพื่อนๆ ถือครองนั่นเองครับ

การต่อภาษีรถยนต์นั้นบังคับให้ทำทุกปี โดยสามารถต่อล่วงหน้าได้ก่อนทะเบียนหมดอายุไม่เกิน 3 เดือนนะครับ จำไว้ว่าการต่อภาษีรถยนต์นี้จำเป็นต้องทำทุกปี หากชำระล่าช้าอาจถูกปรับได้ และหากขาดชำระติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 ปี รถเพื่อนๆก็จะถูกระงับการใช้ทะเบียนและต้องทำเรื่องขอทะเบียนใหม่ให้ยุ่งยากไปอีกนะครับ

ต่อภาษีรถยนต์ต้องทำอย่างไร

  • เนื่องจากเป็นเรื่องที่เพื่อนๆ ต้องทำทุกปี พี่หมีจึงขอสรุปวิธีง่ายๆ ช่วยประหยัดเวลาให้เพื่อนๆเวลาไปต่อทะเบียนรถ หรือต่อภาษีรถยนต์กันครับ
  • เตรียมเอกสารให้พร้อม ได้แก่ สำเนาสมุดทะเบียนรถ, พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบันที่ยังไม่หมดอายุ เตรียมเงินค่าภาษี
  • หากรถมีอายุเกิน 7 ปี ต้องขอใบตรวจอนุญาตรถ (ตรอ.) ด้วย


แล้วรถเราต้องต่อภาษีรถยนต์เท่าไหร่กันนะ


เนื่องจากการต่อภาษีรถยนต์ ของรถแต่ละประเภทนั้นราคาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย วันนี้พี่หมีจะมีมีวิธีการคำนวณเพื่อต่อภาษีรถยนต์แบบง่ายๆมาให้กันครับ

1. รถทะเบียนพื้นขาวตัวหนังสือดำ หรือรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปไม่เกิน 7 ที่นั่ง ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ (cc) โดยมีอัตราดังนี้

  • 600 cc แรก cc ละ 0.5 บาท
  • 601 - 1800 cc ราคา cc ละ 1.50 บาท
  • เกิน 1800 cc ราคา cc ละ 4 บาท

  
ตัวอย่างรถโตโยต้า 1600 cc อายุ 6 ปี วิธีคิดภาษีดังนี้

  • 600 x 0.5 = 300 บาท
  • 1000 x 1.5 = 1500 บาท
  • รวมภาษี 1800 บาท ลด 10% จะเหลือ 1620 บาท ครับ


และหากรถมีอายุเกินกว่า 6 ปี จะได้ลดภาษี 10%, 7 ปี ลด 20%, 8 ปี ลด 30% เป็นต้นครับ แต่หากเสียภาษีล่าช้าจะถูกปรับเดือนละ 1% ของราคาภาษี (เศษวันนับเป็น 1 เดือน)

 

2. รถทะเบียนพื้นขาวตัวหนังสือเขียว หรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล 7 ที่นั่ง การคำนวณภาษีจะขึ้นกับน้ำหนักรถ ดังนี้

  • 501-750 กก. เสียภาษี 450 บาท
  • 751-1000 กก. เสียภาษี 600 บาท
  • 1001-1250 กก. เสียภาษี 750 บาท
  • 1251-1500 กก. เสียภาษี 900 บาท
  • 1501-1750 กก. เสียภาษี 1050 บาท
  • 1751-2000 กก. เสียภาษี 1350 บาท
  • 2001-2500 กก. เสียภาษี 1650 บาท

3. รถทะเบียนพื้นขาวตัวหนังสือสีน้ำเงิน หรือรถยนต์ส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง การคำนวณภาษีจะขึ้นกับน้ำหนักรถ ดังนี้

  • < 1800 กก. อัตราภาษี 1300 บาท
  • > 1800 กก. อัตราภาษี 1600 บาท

กรณีมีการดัดแปลงติดก๊าซ NGV/ LPG ให้นำเอกสารรับรองการตรวจสภาพประจำปีไปด้วยครับ

 

ตรอ. คืออะไร สำคัญอย่างไร

ตรอ. หรือใบตรวจสภาพรถยนต์นี้จะเป็นมาตรฐานการันตีว่ารถที่มีอายุการใช้งานเกินกว่า 7 ปี (นับจากวันจดทะเบียน) นี้ ได้รับการตรวจสภาพจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน ที่ได้ผ่านการรับรองจากกรมการขนส่งทางบกแล้ว

หากรถยนต์ของเพื่อนๆมีอายุการใช้งานเกินกว่า 7 ปี (เกิน 5 ปีกรณีเป็นรถจักรยานยนต์) ก็จำเป็นต้องไปตรวจเช็คเพื่อขอใบ ตรอ. นะครับ โดยค่าตรวจของรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 60 บาท และรถยนต์อยู่ที่ 200 บาทหากน้ำหนักรถไม่เกิน 2000 กก. แต่หากรถมีน้ำหนักมากกว่านั้นจะเสียค่าตรวจอยู่ที่ 300 บาทครับ หลังจากได้ใบตรอ. มาแล้ว จึงสามารถนำไปยื่นเพื่อต่อภาษีรถยนต์ต่อไปได้ครับ

ต่อภาษีรถยนต์ที่ไหนได้บ้าง
เดี๋ยวนี้เพื่อนๆสามารถเลือกต่อภาษีรถยนต์ได้หลากหลายช่องทาง ไม่วา่จะเป็นกรมการขนส่งทางบก ที่ทำการไปรษณีย์ เคาท์เตอร์เซอร์วิส ไฟแนนซ์ ห้างบิ๊กซี(บางสาขา) หรือชำระผ่านเว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก และ SILKSPAN (ในกรณีที่รถอายุไม่เกิน 7 ปี) คราวนี้เพื่อนๆก็เลือกช่องทางที่สะดวกได้เลยครับ

แต่อย่าลืมต่อภาษีรถยนต์ก่อนหมดอายุนะครับ จะได้ไม่เสียค่าปรับด้วย

ขับรถระวังอยู่แล้ว ไม่ต้องต่อประกันรถยนต์ได้มั้ย?

อย่างที่ทราบกันดีนะครับว่าจะทำประกันรถยนต์แต่ละครั้งนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย เพราะค่าเบี้ยประกันรถยนต์แต่ละปีนั้นก็ไม่ใช่ถูกๆ จนบางทีเพื่อนๆอาจจะอยากถอดใจไม่อยากต่อประกันรถยนต์ไปเสียดื้อๆอย่างนั้น แถมบางคนยังรู้สึกว่า ขับมาทั้งปี ก็ไม่เคยเกิดอะไรขึ้น เพราะเป็นคนขับรถระวัง ก็ยิ่งไม่อยากต่อประกันเข้าไปใหญ่ แต่สิ่งที่พี่หมีจะแนะนำก็คือ การต่อประกันรถยนต์มันสำคัญจริงๆ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำประกันรถยนต์กันด้วยนะ

1.  อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ใช่ครับ ไม่มีใครคาดได้ว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดเมื่อใด หรือร้ายแรงแค่ไหน แม้แต่เพื่อนๆจะขับรถอย่างระมัดระวังแค่ไหน แต่บางครั้งอุบัติเหตุก็ไม่ได้เกิดจากเราเท่านั้น แม้แต่บางครั้งก็อาจเกิดอุบัติเหตุจากภัยธรรมชาติด้วยซ้ำ ฉะนั้น เลือกทำหรือต่อประกันรถยนต์ที่คุ้มครองครอบคลุมความเสียหายจากภัยธรรมชาติไปด้วยนะครับ


2.  โจรขโมยรถที่ไว้ใจไม่ได้

ยิ่งรถของคุณใหม่เอี่ยมมากเท่าไหร่ หรือเป็นรุ่นรถยอดนิยมมากแค่ไหน ก็ยิ่งเป็นที่หมายปองของเหล่ามิจฉาชีพขโมยรถนะครับ ให้ทำหรือต่อประกันรถยนต์ที่คุ้มครองรถหายเอาไว้ให้อุ่นใจ ช่วยได้มากเลยครับ


3.  จ่ายเงินค่าประกันรถยนต์เพื่อซื้อความเสี่ยง

ขึ้นชื่อว่าความเสี่ยงแล้ว เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะเจอแจ๊คพ็อตเมื่อไหร่ การจ่ายเบี้ยเพื่อต่อประกันรถยนต์ปีละครั้ง ครั้งละไม่กี่พันบาท แม้อาจจะดูเป็นเงินก้อนที่ค่อนข้างมาก แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ รับรองครับว่า ประกันรถยนต์เหล่านี้จะช่วยชดเชยความเสียหายในปริมาณที่มากกว่าเบี้ยที่เพื่อนๆจ่ายไปอย่างแน่นอน


4.  ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล

หากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ใครต้องเจ็บตัว ประกันรถยนต์ตัวนี้แหละครับที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลให้กับเพื่อนๆ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว คงไม่เกิดกับเราหรอก เชื่อพี่หมีเถอะครับว่า ป้องกันเอาไว้ดีกว่าแก้ปัญหาทีหลังครับ ต่อประกันรถยนต์เอาไว้ให้อุ่นใจเถอะครับ


5.  ไม่ต้องเสียเวลาทะเลาะกัน

ทางบริษัทประกันจะมีเจ้าหน้าที่มาช่วยตรวจสอบ ไกล่เกลี่ย รวมถึงตัวบริษัทเองจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลด้วย คราวนี้ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่าใครถูกใครผิด ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้อีกฝ่ายเท่าไหร่ ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย แถมไม่ต้องเสียอารมณ์ด้วยนะครับเพื่อนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราเป็นฝ่ายผิดแล้วต้องออกค่าใช้จ่ายชดเชยให้กับอีกฝ่ายนี่ อาจจะต้องจ่ายเพิ่มไปอีกไม่รู้เท่าไหร่เลยละครับ
 

ว่าด้วยเรื่องการเคลมประกันรถยนต์

car accident

 

การเคลมประกันรถยนต์มี 2 ประเภทคือ เคลมสด กับเคลมแห้ง แตกต่างกันอย่างไร สงสัยไหมครับ
การเคลมสดก็คือ หลังจากทางพนักงานของบริษัทเข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุแล้ว พบว่ามีความเสียหายค่อนข้างหนัก อาจมีผู้บาดเจ็บ หรือรถเสียหายหนัก เจ้าหน้าที่จะออกใบหลักฐานความเสียหายให้ เพื่อให้คู่กรณีหรือผู้ขับขี่รถประกันไปติดต่ออู่ซ่อมในเครือบริษัทประกันเพื่อเคลมประกันรถยนต์ได้ทันที


ส่วนการเคลมแห้งก็คือ เมื่อรถที่ทำประกันเสียหายเล็กน้อยหรือไม่มีคู่กรณี ในกรณีนี้ผู้ขับขี่สามารถนำรถเข้าไปติดต่อซ่อมที่อู่ในเครือเพื่อเคลมประกันรถยนต์ได้ทุกเมื่อที่สะดวก แต่ต้องอยู่ในระยะเวลาก่อนหมดประกันครับ


วิธีการเคลมประกันรถยนต์ของแต่ละแบบเป็นอย่างไร

 

1. เคลมประกันรถยนต์แบบสดต้องทำอย่างไร


หลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้ว ให้ตั้งสติ จดทะเบียนรถคู่กรณี เปิดไฟฉุกเฉิน และโทรแจ้งบริษัทประกันครับ หลังจากนี้ก็รอเจ้าหน้าที่มายังที่เกิดเหตุ หากคู่กรณีมีประกันเช่นกันก็ให้โทรเรียกประกันมาพร้อมกันเลยครับ อย่าลืมแจ้งที่เกิดเหตุ และลักษณะของรถด้วยนะครับ


หลังจากนั้นทางบริษัทจะติดต่อกับพนักงานที่รับผิดชอบพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุให้มาตรวจสอบอย่างเร็วที่สุด เพื่อนๆจะได้รับแจ้งชื่อและเบอร์โทรของเจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามาช่วยเหลือเพื่อนๆทางข้อความครับ


เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงจะตรวจสอบและประเมินความเสียหายอย่างละเอียด พร้อมทั้งออกใบรายการความเสียหายให้เพื่อนๆนำรถไปเข้าเคลมประกันรถยนต์เพื่อรับผิดชอบค่าซ่อมได้ที่อู่ในเครือบริษัทประกันหรือที่ศูนย์บริการครับ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายและรายละเอียดต่างๆ ทางบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบผ่านระบบทั้งหมด ไม่มีเรื่องปวดหัวมาถึงเพื่อนๆ แน่นอนครับ


2. เคลมประกันรถยนต์แบบแห้งต้องทำอย่างไร


เนื่องจากการเคลมแห้งนั้น เพื่อนๆสามารถจัดการดำเนินเรื่องได้เองตามวันเวลาที่เพื่อนๆสะดวก เพื่อนๆจึงสามารถเข้าไปติดต่อที่อู่โดยตรงเพื่อกรอกแบบฟอร์มขอเคลมประกันรถยนต์ โดยเพื่อนๆจะต้องเตรียมกรมธรรม์ สำเนาทะเบียนรถ และสำเนาใบขับขี่ไปด้วยครับ หรือหากเพื่อนๆจะแจ้งเคลมผ่านระบบออนไลน์เองก็ได้ครับ โดยข้อมูลที่ต้องมีได้แก่ ข้อมูลฝ่ายรถประกัน ข้อมูลการเกิดเหตุ ภาพถ่ายความเสียหาย ภาพถ่ายรถติดป้ายทะเบียน ใบขับขี่ และกรมธรรม์ประกันรถยนต์


หลังจากนั้นสามารถติดต่ออู่หรือศูนย์เพื่อขอคิวเข้าซ่อม และตกลงราคาค่าซ่อม โดยให้เตรียมเอกสารที่กล่าวไปด้านบนมาให้พร้อมได้เลยครับ
 

เปรียบเทียบ-ประกันรถยนต์

Last update on Oct 08, 2019