เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการซื้อรถใหม่ป้ายแดง

การซื้อรถใหม่ รถป้ายแดง ซื้อรถคันแรก วิธีเลือกซื้อรถใหม่ รถมือสอง ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายที่ควรรู้

เป้าหมายและความจำเป็นในการซื้อรถคันแรก

ถึงแม้ว่าการเดินทางในปัจจุบันจะสะดวกมากขึ้นกว่าสมัยก่อน เพราะมีระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือแม้กระทั่งการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันก็ตาม แต่การมี รถยนต์ส่วนตัว นอกจากจะเป็นความฝันของใคร ๆ หลายคนแล้ว ก็ยังมีความสะดวกกว่าในบางครั้งที่เราต้องการจะขับไปเที่ยวที่ไกล ๆ อย่างต่างจังหวัด หรือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกับคนในครอบครัวก็สามารถพาไปโรงพยาบาลได้ทันท่วงที แต่การจะซื้อรถยนต์สักคันมาใช้งานนั้น ก็เป็นเรื่องที่เราควรวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะราคารถก็ไม่ใช่น้อย ๆ บางคนอาจพร้อมที่จะซื้อเงินสดได้เลย บางคนก็อาจจจะต้องผ่อน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการซื้อรถยนต์ในครั้งนี้กลายมาเป็นภาระผูกมัดเราทีหลัง ลองมาดูกันดีกว่าครับว่า มีเรื่องอะไรที่เราควรคำนึงถึงบ้าง แล้วเราจะวางแผนการเงิน หลังจากซื้อรถมาแล้วอย่างไรดี

 

  • ถามตัวเองก่อนว่า เราจำเป็นต้องใช้รถจริงๆไหม

    พี่หมีโกแบร์อยากให้เพื่อน ๆ ลองถามตัวเองก่อนจะตัดสินใจซื้อรถคันแรกในชีวิตก่อนนะครับว่า เราจำเป็นต้องใช้รถจริง ๆ หรือ แค่อยากได้ กันแน่ เพราะบางคนอาจเสียดายโปรโมชั่นดี ๆ ราคาโดนใจที่หลายค่ายขยันออกมาในช่วงนี้ แต่มีแล้วก็ไม่รู้จะเอามาใช้ทำอะไร ได้แต่จอดไว้เฉย ๆ หรือ นานๆ จะใช้ที ซึ่งถึงแม้เราจะไม่ค่อยได้ใช้รถ รถก็จะมีการเสื่อมสภาพอยู่แล้ว ค่าบำรุงรักษาทั้งหลายก็จะตามมา

    แต่หากเรามีความจำเป็น เช่น ย้ายที่ทำงาน หรือที่อยู่อาศัยใหม่ ที่อยู่ไกลจากเดิม หรือการเดินทางไม่ค่อยสะดวก ไม่มีรถสาธารณะวิ่งผ่าน และค่อนข้างเปลี่ยว ไปจนถึงการเปลี่ยนประเภทของงานที่ทำ เช่น เป็นเซลล์ หรือทำธุรกิจส่วนตัว ต้องเดินทางไปพบลูกค้าบ่อย ๆ อย่างนี้การใช้รถก็ถือเป็น สิ่งจำเป็น

  • ระบุวัตถุประสงค์การใช้งานที่ชัดเจน

    การที่เรารู้วัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะเอารถไปทำอะไรนั้น จะช่วยให้เราตัดสินใจได้เหมาะสมครับว่าจะซื้อรถยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร หรือเป็นรถประเภทไหน เช่น ซื้อไว้ใช้ในกิจการ เน้นขนของ อาจเหมาะกับรถกระบะ ซื้อให้ผู้ใหญ่ในบ้านนั่ง เพราะต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ ก็อาจจะเลือกรถครอบครัว ที่มีเบาะหลังค่อนข้างกว้าง ยืดขาสบาย และเป็นรถที่ก้าวขึ้นได้ง่ายไม่สูงมากนัก หรือ ต้องการรถสำหรับขับไปทำงานในเมืองคนเดียวเป็นหลัก ก็อาจเลือกหาซื้อรถอีโค่คาร์ หรือซิตี้คาร์ เป็นต้น

  • จะซื้อรถเงินสด หรือ ซื้อเงินผ่อนดี

    หากเพื่อน ๆ มีความพร้อม และยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะใช้เงินก้อนใหญ่ในเรื่องอื่นๆ  การซื้อรถด้วยเงินสดก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพราะเราจะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วย ซึ่งบางครั้งเมื่อรวมดอกเบี้ยกับราคารถยนต์แล้ว เราอาจรู้สึกเสียดายขึ้นมาก็ได้ครับ แต่ถ้าหาก เรามีเงินสดอยู่จำนวนหนึ่ง และต้องการเงินไว้หมุนเวียนในชีวิตประจำวัน ไปลงทุนอย่างอื่นอีก หรือเก็บไว้เป็นเงินสำรองยามฉุกเฉิน การเลือกวางเงินจำนวนหนึ่ง (เงินดาวน์) แล้วเลือกผ่อนบางส่วนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ ซึ่งหากเพื่อนๆ ตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อรถเงินผ่อน ลองมาดูวิธีการคำนวณเงินค่างวดรถและดอกเบี้ยกันเลยครับ

 

ประกันรถยนต์

วิธีดูรถใหม่ให้เหมาะกับการใช้งาน

ประเภทของรถ

ก่อนจะซื้อรถสักคัน เราก็ควรศึกษาเกร็กความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์เอาไว้บ้างจริงไหมครับ ในส่วนประเภทของรถยนต์นั้น ก็มีการแบ่งอยู่ด้วยกันมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะแบ่งตามขนาดรถ จำนวนที่นั่ง หรือตามขนาดเครื่องยนต์ เราไปดูกันเลยครับว่า มีการแบ่งประเภทรถยนต์ไว้ยังไงบ้าง

 

  1. รถยนต์ประเภท A - Segment

    เป็นกลุ่มรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ 660 cc. - ไม่เกิน 1000 cc. เนื่องจากเป็นรถที่มีขนาดเล็ก จึงเหมาะกับการใช้งานในเมืองและแถบชานเมือง เพื่อความคล่องแคล่วในเรื่องของการขับขี่และการจอดรถ โดยรถยนต์ประเภท A - Segment จะถูกเรียกว่า Kei Car ที่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เช่น รถ Honda N-Box, รถ Daihatsu Mira, รถ Toyota Aygo , รถ Suzuki Celerio ก็ถือว่าเป็นรถยนต์ ประเภท A - Segment ด้วยเช่นกัน
  2. รถยนต์ประเภท B - Segment

    เป็นกลุ่มรถที่มีขนาดเครื่องยนต์ประมาณ 1,000 cc. - 1,500 cc. รถยนต์ประเภท B - Segment จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีครอบครัวเล็กๆ หรือ ผู้ที่อยู่ในวัยเริ่มทำงานที่ต้องการมีรถไว้ใช้งานในเมือง จุดเด่นๆของรถประเภท B- Segment ถ้าใช้งานคนเดียวจะสามารถจุของได้เยอะพอสมควร ในประเทศไทยยังสามารถแบ่งรถประเภท B - Segment ได้เป็นสองประเภท ได้แก่
    1. อีโค่คาร์ Eco Car

      คำว่า Eco ย่อมาจากคำว่า Ecology ที่แปลว่า ระบบนิเวศ ครับ รถ Eco Car นั้น จึงหมายถึงรถยนต์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมนั่นเอง ทั้งนี้รถยนต์ที่จะถูกระบุว่าเป็น Eco car ได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

      • มีอัตราการใช้น้ำมันในระดับ 20 กิโลเมตรต่อลิตรขึ้นไป
      • เครื่องยนต์เชื้อเพลิงแบบเบนซิน มีขนาดไม่เกิน 1,300 ซีซี
      • เครื่องยนต์เชื้อเพลิงแบบดีเซล มีขนาดไม่เกิน 1,300 ซีซี
      • ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่า 120 กรัมต่อกิโลเมตร
      • ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยในการชนด้านหน้าและด้านข้างในระดับสูง ตามมาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป
    2. รถระดับ ปกติ

      โดยรถประเภทนี้จะมีเครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่ารถประเภท อีโคคาร์ มีในส่วนของออฟชั่นให้เลือกเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น รถ Toyota Vios , รถ Honda City , รถ Honda Jazz , รถ Mazda2 เป็นต้น

  3. รถยนต์ประเภท C-Segment

    เป็นรถยนต์นั่ง ที่ใครๆหลายคนเรียกว่ารถยนต์ คอมแพ็ค เหมาะสำหรับเป็นรถครอบครัว โดยรถยนต์ประเภท C- Segment จะมีการปรับแต่งเครื่องยนต์และระบบช่วงล่างให้มีสมรรถนะเพิ่มมากขึ้น และมีความยาวของรถประมาณ 4.4 - 4.75 เมตร และความจุเครื่องยนต์ จะอยู่ที่ 1,500 cc. - 2,200 cc. ยกตัวอย่างเช่น รถ Toyota Corolla Altis , รถ Honda Civic , รถ Ford Focus และ รถ Mazda 3

  4. รถยนต์ประเภท D- Segment

    เป็นรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่ารถประเภท C- Segment เครื่องยนต์จะมีสมรรถนะสูง (การตกแต่งภายในให้มีความหรูหรากว่า รวมถึงวัสดุที่นำมาใช้ก็จะดีกว่า รถยนต์ประเภท C- Segment อีกด้วย ได้แก่ รถ Toyota Camry , Honda Accord , Nissan Teana ,FordFusion เป็นต้น

นอกจากการแบ่งประเภทแบบ segment ที่พี่หมีได้บอกไปเมื่อสักครู่แล้ว ยังมีประเภทของรถอีกมากมาย ที่เพื่อน ๆ อาจจะเคยได้ยินชื่อตัวอักษรย่อกันมาบ้าง

  • รถเอสยูวี SUV

    รถเอสยูวี (SUV ) ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle หรือ Suburban utility vehicle เป็นรถยนต์ที่เน้นใช้การงานค่อนไปทางสมบุกสมบัน มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เดิมนั้นมีพื้นฐานเดียวกับรถกระบะ แล้วจึงนำมาดัดแปลงเป็นรถยนต์นั่ง ภายหลังได้มีการปรับใช้พื้นฐานของรถเก๋งเข้ามา เพื่อเพิ่มความสบายในการนั่งเข้าไปด้วย หากใครจะหารถครอบครัว ที่สามารถบรรทุกของหนัก ๆ ใช้งานงานอเนกประสงค์ รถเอสยูวี ก็ถือว่าตอบโจทย์เลยนะครับ

  • MPV

    คำว่า MPV ย่อมาจาก Multi-Purpose Vehicle เป็นรถยนต์ที่ใช้งานได้หลากหลาย แต่ความเป็นจริงก็มักจะใช้ในการโดยสารมากกว่า แต่รถยนต์ประเภทนี้ก็ไม่ได้มีที่นั่งผู้โดยสารมากเท่ารถตู้แต่อย่างใด เนื่องจากเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการนั่งของผู้โดยสารนั่นเองครับ

  • Sport Car

    เป็นรถยนต์ประเภทที่เน้นใช้ในการแข่งขัน มักเป็นรถยนต์ขนาด 2 ที่นั่งและมีขนาดกะทัดรัด แต่เน้นเครื่องแรง มีสมรรถนะการควบคุมที่ยอดเยี่ยม รวมถึงตัวรถนั้นจะมีน้ำหนักเบาเพราะเน้นในเรื่องของความคล่องตัว ดูหรูหราและคงความแข็งแกร่งไปพร้อม ๆ กัน ตัวอย่างเช่น รถ Mazda MX-5, Porsche 959 เป็นต้น

  • Supercar

    เมื่อพูดถึงรถ Super Car นี้ อาจเป็นรถในฝันของใครหลาย ๆ คน เป็นรถยนต์ระดับพิเศษ ที่มาครบทั้ง เครื่องยนต์สมรรถนะสูง ความหรูหรา ราคาที่พิเศษเนือธรรมดา รวมถึงผลิตจำนวนจำกัดอีกด้วยครับ

 

จำนวนที่นั่ง

การแบ่งประเภทรถตามกฎหมายที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดตามจำนวนที่นั่ง ในกรณีนี้พี่หมีจะยกมาเฉพาะแบบรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเท่านั้น มีแบบไหนบ้าง ไปดูกันครับ

 

  1. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน (รย.1)

    เป็นรถที่ต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร ยาวไม่เกิน 12 เมตร

  2. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน (รย.2)

    เป็นรถที่ต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร ยาวไม่เกิน 12 เมตร และความยาวของตัวถังวัดจากศูนย์กลางเพลาล้อหลังถึงท้ายรถต้องไม่เกิน 2 ใน 3 ของความยาววัดจากศูนย์กลางเพลาล้อหน้าถึงศูนย์กลางเพลาล้อหลัง

  3. รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รย.3)

    เป็นรถซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร ยาวไม่เกิน 12 เมตร และความยาวของตัวถังวัดจากศูนย์กลางเพลาล้อหลังถึงท้ายรถไม่เกิน 3 ใน 5 ของความยาววัดจากศูนย์กลางเพลาล้อหน้าถึงศูนย์กลางเพลาล้อหลัง

 

เปรียบเทียบประกันรถยนต์

ขนาดเครื่องยนต์และเชื้อเพลิง

ดูเรื่องขนาดเครื่องยนต์ เลือกใช้เชื้อเพลิงให้เหมาะสม

เครื่องยนต์ดีเซล

เครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องยนต์แบบหนึ่งของเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน (internal combustion engines) ซึ่งเป็นเครื่องต้นกำลังที่เปลี่ยนพลังงานเชื้อเพลิงให้เป็นพลังงานความร้อน โดยการเผาไหม้ และพลังงานความร้อนก็จะเปลี่ยนเป็นงาน เครื่องยนต์ดีเซลนั้นจะมีการจุดระเบิด ส่วนผสมระหว่างอากาศและเชื้อเพลิงเองซึ่งเรียกว่า compression ignition โดยเชื้อเพลิงจะถูกอัดฉีดเข้าไปในห้องเผาไหม้ที่มีอากาศถูกอัดไว้และจะเกิดการลุกไหม้ขึ้น ผลของการเผาไหม้ จะทำให้ก๊าชที่เกิดขึ้นมีความดันและอุณหภูมิสูงก็จะขยายตัวดันลูกสูบลงมา ซึ่งจะไปผลักให้ข้อเหวี่ยงหมุน

เครื่องยนต์เบนซิน (เครื่องยนต์แก๊สโซลีน)

เครื่องยนต์เบนซิน (Gasoline Engine) เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้น้ามันเชื้อเพลิง กับอากาศผสมกันในคาร์บูเรเตอร์ โดยส่วนผสม ที่ได้เราเรียกว่า“ไอดี” ไอดีจะถูกป้อนเข้าไปในกระบอกสูบทางช่องไอดี (Inletvalve) ไอดีจะถูกอัดและถูก จุดระเบิดภายในกระบอกสูบโดยประกายไฟจากหัวเทียน ความแตกต่างระหว่างสองเครื่องยนต์นี้ จึงอยู่ในขั้นตอนการจุดระเบิด (Ignition Stage) สำหรับเครื่องยนต์เบนซินส่วนผสมของน้ำมันและอากาศที่ถูกบีบอัดนั้นจะถูกจุดชนวนโดยหัวเทียนสำหรับการเผาไหม้ ส่วนครื่องยนต์ดีเซลการเผาไหม้เป็นผลมาจากความร้อนของอากาศ ที่ถูกบีบอัดซึ่งจะจุดชนวนส่วนผสมของน้ำมันดีเซล ด้วยเหตุนี้หัวเทียน (Spark Plugs) จึงไม่มีอยู่ในเครื่องยนต์ดีเซลนั่นเองครับ

เครื่องยนต์ 4 จังหวะ

เครื่องยนต์แบบนี้ จะมีการทำงานทั้งหมด 4 จังหวะได้แก่ ดูด อัด ระเบิด และคาย แต่ละจังหวะใช้การทำงานเคลื่อนที่ของลูกสูบหนึ่งครั้ง ซึ่งหมายความว่าหนึ่งรอบการทำงานต้องใช้การหมุนเพลาข้อเหวี่ยงสองรอบ

  • ดูด (Intake) ลูกสูบเคลื่อนลงจากด้านบนลงล่างของกระบอกสูบ ดูดส่วนผสมของอากาศและน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่กระบอกสูบ วาล์วไอดีจะปิดเมื่อสิ้นสุดจังหวะดูด

  • อัด (Compression) เมื่อวาล์วไอดีปิด ลูกสูบจะเคลื่อนที่จากล่างขึ้นด้านบนของกระบอกสูบ ส่วนผสมของอากาศ/น้ำมันเชื้อเพลิงในห้องเผาไหม้ของฝาสูบจะถูกอัด

  • ระเบิด (Power) หัวเทียนจุดระเบิดและเผาไหม้เชื้อเพลิงที่อัดตัว น้ำมันเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ขยายตัว และดันลูกสูบลงล่าง

  • คาย (Exhaust) ในช่วงสิ้นสุดของจังหวะระเบิด วาล์วไอเสียจะเปิด จากนั้นลูกสูบจะเคลื่อนที่ขึ้นสู่ด้านบนพร้อมจัดการกวาดเอาไอเสียผ่านวาล์วและออกจากกระบอกสูบ ก่อนจะเข้าสู่จังหวะดูดอีกครั้ง เช่นนี้วนไปเรื่อยๆ

เครื่องยนต์ 2 จังหวะ

เครื่องยนต์ 2 จังหวะ จะทำงานเหมือนกับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ แต่ใช้เพียง 2 จังหวะเท่านั้น เมื่อใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่า เครื่องยนต์ 2 จังหวะจึงมีขนาดเล็กกว่า เบากว่า ยุ่งยากน้อยกว่า และถูกกว่าเครื่องยนต์ 4 จังหวะครับ ส่วนข้อเสียของเครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะนั้น ก็คือมีประสิทธิภาพต่ำกว่า และมลพิษสูงกว่าแบบ 4 จังหวะ เนื่องจากมีน้ำมันที่ยังไม่เผาไหม้ปนออกมากับไอเสียด้วย บางแบบก็ต้องผสมน้ำมันเครื่องรวมกับไอดี ทำให้มีความเปลืองน้ำมันเครื่องสูง

 

เปรียบเทียบประกันรถยนต์

ต้องรู้จักค่าเสื่อมของรถ

รถยนต์เป็นทรัพย์สินที่ใช้แล้วก็ย่อมต้องมีการเสื่อมสภาพลง และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามมา แต่ที่น่าสนใจก็คือ หากเพื่อน ๆ นำรถยนต์มาใช้ในกิจการ จะมีการคำนวณค่าเสื่อมรถยนต์ตามกฎหมาย สูตรคำนวณทางบัญชีและภาษี ซึ่งแตกต่างกันดังนี้ครับ

การคำนวณค่าเสื่อมราคาทางบัญชี

ให้นำมูลค่าทั้งหมดมาคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ตามอายุการใช้งานที่เรากำหนดไว้ เช่น เราซื้อรถมาราคา 3 ล้านบาท กำหนดอายุการใช้งานไว้เพียง 5 ปี จะคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางบัญชีได้เป็น 3,000,000 / 5 = 600,000 บาทต่อปี ทำให้มีรายจ่ายทางบัญชีปีละ 600,000 บาท

การคำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษี

การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ระบุว่า

สำหรับทรัพย์สินไม่ว่าในกรณีใดจะหักจนหมดมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินนั้นไม่ได้ โดยให้คงเหลือมูลค่าของทรัพย์สินนั้นเป็นจำนวนเงินอย่างน้อย 1 บาท เว้นแต่ ทรัพย์สินประเภทรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน หรือรถยนต์นั่งที่มีมูลค่าต้นทุนเกิน 1 ล้านบาท ให้คงเหลือมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินเท่ากับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท

นั่นหมายความว่า แม้เพื่อน ๆ จะซื้อรถยนต์มาใช้ในกิจการราคาเกิน 1 ล้านบาทก็ตาม แต่จะสามารถนำมาคิดเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายของบริษัทได้เพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น เช่น เราซื้อรถ มาในราคา 3 ล้าน จะสามารถนำมูลค่ารถยนต์มาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาได้เพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือ 2 ล้านบาท จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษี ไม่ได้

ให้นำมูลค่า 1 ล้านบาท มาคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ตามอายุการใช้งานที่เรากำหนดไว้ กำหนดอายุการใช้งานไว้เพียง 5 ปี จะคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางบัญชีได้เป็น 1,000,000 / 5 = 200,000 บาทต่อปี ทำให้มีรายจ่ายทางภาษีปีละ 200,000 บาท

ระยะทางขับขี่

แม้ว่ารถจะไม่ได้ถูกใช้งาน จอดอยู่กับที่เฉย ๆ แต่น้ำมันเครื่องหรือสารหล่อลื่นต่างๆ ก็สามารถที่จะเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลา และการที่เราไม่ได้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็นเวลาหลายเดือน อาจทำให้น้ำมันเครื่องเกิดปฏิกิริยาการเสื่อมสภาพที่มีลักษณะเป็นฟองอากาศหรือยางเหนียวได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อชิ้นส่วนที่อยู่ในเครื่องยนต์อย่างแน่นอน

ดังนั้น พี่หมีแนะนำว่า เมื่อได้รถมาแล้ว ให้เพื่อน ๆ อ่านสมุดคู่มือประจำรถ ซึ่งในคู่มือก็จะมีกำหนดการเข้าบำรุงรักษาตามระยะ หรือที่เรียกกันว่าเช็คระยะ โดยมีบอกทั้งระยะทาง และ ระยะเวลาเป็นจำนวนเดือนกำกับไว้ หากระยะใดถึงก่อน เราก็ควรนำรถเข้าไปเช็คระยะได้แล้วครับ

 

ประกันรถ

ค่าใช้จ่ายสำหรับการมีรถ

ประกันภัยรถยนต์

การเลือกประกันรถยนต์ที่ใช่ เป็นสิ่งสำคัญมากนะครับ เพราะเมื่อเราใช้รถใช้ถนนนั้น ความเสี่ยงหลายๆ อย่างอาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายระมัดระวัง หรือ ขับรถดีแล้วก็ตาม

ในประเทศไทย ประกันรถยนต์จะมีสองประเภทหลักๆ ครับ คือ ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (ที่เราเรียกกันว่า พ.ร.บ. หากไม่ทำจะเป็นสิ่งผิดกฎหมายครับ) และประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ซึ่งก็คือ ประกันที่มีไว้เพื่อคุ้มครองรถยนต์ ทรัพย์สินในรถ และบุคคลในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม รถถูกขโมย ไม่ว่าจะขโมยไปทั้งคันหรือแค่อะไหล่บางส่วน ฯลฯ ซึ่งการคุ้มครองนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแผนประกันรถยนต์ที่เราเลือก ว่าจะคุ้มครองเฉพาะรถยนต์ของเรา หรือคุ้มครองคู่กรณี และบุคคลที่สามด้วย (เช่น รถชนกับคู่กรณีแล้วบังเอิญไปโดนรถอีกคันหรือบุคคลอื่น ๆ) ในส่วนนี้เพื่อนๆ สามารถเปรียบเทียบได้เองครับว่า เราอยากได้ประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองมาก-น้อยแค่ไหน งบประมาณเท่าไหร่ คุ้มครองเรื่องอะไรบ้าง ตามความเหมาะสมและความต้องการของเพื่อน ๆ เองครับ

พ.ร.บ. และ ต่อภาษีรถยนต์

พรบ.รถยนต์ หรือ ประกันรถยนต์ภาคบังคับ จะให้ความคุ้มครองบุคคลที่สามเป็นหลัก และถ้าไม่ทำจะถือว่าผิดกฎหมาย อย่างที่พี่หมีได้บอกไปเมื่อสักครู่ สำหรับค่า พ.ร.บ.และภาษีประจำปี มีตั้งแต่ราคา 8,000 บาท ไปจนถึง 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ ขนาดรถ และประเภทของ พ.ร.บ.ที่ใช้ โดยภาษีรถประจำปีเฉลี่ยที่ 2,000 บาท และค่าพ.ร.บ.ประมาณ 700 บาท ซึ่งไม่ว่าเราจะใช้รถหรือไม่ใช้ก็ต้องกันเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายตรงนี้ด้วยครับ

เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

เนื่องจากรถจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองด้วย อย่าลืมคำนึงถึงค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ค่าซ่อมบำรุงตามระยะทางทุก 1.5 หมื่นกิโลเมตร (กม.) รถจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง หากเพื่อน ๆ ใช้รถทุกวันวันละ 70 กม. ควรจะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 7 เดือน ค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการเปลี่ยนถ่ายในศูนย์รถจะอยู่ประมาณ 3,600 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดรถ เกรด และยี่ห้อน้ำมันเครื่องที่ใช้ด้วยครับ

ค่าการบำรุงรักษารถยนต์

สำหรับคนรักรถย่อมลงทุนตกแต่งดูแลให้รถดูใหม่อยู่เสมอ จึงมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรถเข้าศูนย์ขัดเคลือบเงา เฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2,500 บาท คุณจึงต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายวันละ 14 บาท หรือเดือนละ 420 บาท สำหรับค่าดูแลรักษารถยนต์

 

ต่อประกันรถยนต์

วิธีซื้อรถใหม่

ถ้าเพื่อน ๆ ตัดสินใจแล้วว่า ต้องการจะซื้อรถใหม่มือหนึ่งป้ายแดง เราลองมาดูกันครับว่า มีวิธีการเลือกซื้ออย่างไร ให้ได้ราคาโดนใจและคุ้มค่า

เลือกซื้อรถโมเดลของปีที่แล้ว แทนโมเดลใหม่ล่าสุด

อย่างที่เราพอจะทราบกันอยู่ว่ารถยนต์นั้นเป็นทรัพย์สินที่ราคาตกไว หากว่าเพื่อน ๆ อยากได้รถใหม่ป้ายแดง อาจลองมองรถที่ไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมา เช่น เป็นรถรุ่นเดียวกันแต่เป็นโมเดลของปีที่แล้วแทน เพราะเมื่อมีรุ่นใหม่ ๆ ออกมา ดีลเลอร์ย่อมตัดราคารถที่เก่ากว่าลง เป็นโอกาสดีให้เพื่อน ๆ จะได้เป็นเจ้าของมือหนึ่ง ในราคาประหยัดกว่าเดิมพอสมควรเลยทีเดียว นอกจากนี้ การซื้อรถปลายเดือน ยังมีโอกาสได้ราคาดีกว่า เพราะเป็นช่วงที่เซลล์กำลังตัดยอดขายในแต่ละเดือน และเพื่อทำยอดให้ได้ตามเป้า เซลล์อาจลดราคาให้เราเป็นพิเศษก็ได้ครับ

อย่าลืม ไปทดลองขับจริง

หากเพื่อน ๆ เลือกรุ่นรถที่ถูกใจได้แล้ว การอ่านแค่รีวิวจากอินเตอร์เน็ตคงไม่พอ ต้องมาทดลองขับจริงด้วย ซึ่งขณะที่ทำการทดลองขับนั้น ควรสังเกตดูลักษณะรถ ทั้งภายนอกและภายใน ระบบเครื่องยนต์ อัตราการเร่ง สมรรถนะในการขับขี่เป็นอย่างไร ระบบเกียร์ ระบบเบรก การเลี้ยวโค้ง รวมไปถึงระบบไฟ ระบบปรับอากาศ นั่งแล้วรู้สึกสบายมั้ย เหมาะสมกับเราจริง ๆ หรือเปล่า

ศูนย์บริการ

เมื่อเลือกยี่ห้อรถได้แล้ว คราวนี้ก็มาถึงการเลือกศูนย์บริการหรือโชว์รูมรถที่จะเลือกซื้อ เพราะว่าเราต้องติดต่อกับศูนย์รถยนต์นั้นๆ ไปอีกหลายปีเลยทีเดียว หากจะให้สะดวก ควรเลือกศูนย์รถที่ใกล้บ้าน มีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ มีประวัติดี มีการบริการที่น่าประทับใจ ไม่ทิ้งลูกค้า

ขั้นตอนการจองรถ และรับรถ

สำหรับขั้นตอนการจองรถ ทางเซลล์จะออกใบจองรถ ซึ่งมีข้อมูลระบุตัวรถยนต์รุ่นที่เราต้องการ พร้อมของแถมและส่วนลด ตรงนี้เราควรควรตรวจสอบให้ดีๆ ว่า ข้อมูลในเอกสารระบุไว้ครบถ้วนหรือไม่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียประโยชน์ที่ควรจะได้รับ รวมไปถึงตรวจสอบใบจองว่าออกจากศูนย์โดยตรงจริงหรือไม่ มีรันเลขการจองชัดเจนหรือเปล่า หากสามารถระบุได้ว่ารับรถวันไหน ให้เขียนลงไปด้วย รวมถึงเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น เราสามารถยกเลิกและขอเงินจองคืนได้ กรณีกู้ไฟแนนซ์ไม่ผ่าน เป็นต้นครับ

 

ซื้อประกันรถยนต์มงคล

วิธีดูรถมือสอง

เมื่อสักครู่ เรารู้วิธีในการเลือกซื้อรถมือหนึ่งกันไปแล้ว คราวนี้ไปดูรถมือสองกันบ้างครับ ซึ่งรถมือสองนั้นก็เป็นตัวเลือกที่ดี สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีงบประมาณจำกัด ในขณะเดียวกัน รถมือสองบางคันที่เป็นรถบ้าน (รถเจ้าของใช้เอง) อาจมีสภาพที่ดีหรือยังใหม่อยู่พอสมควร แต่เจ้าของไม่สามารถผ่อนต่อได้ ทำให้เราได้รถมาในราคาที่ถูกอีกด้วย

สภาพภายนอกรถยนต์

เนื่องจากเป็นสิ่งแรกที่สังเกตได้ง่ายด้วยตาเปล่า เราควรจะตรวจสอบด้วยตนเองให้ครบ ทั้ง รอยเฉี่ยวชน, รอยบุบ, รอยลักยิ้ม, รอยสีแตก, รอยสนิม ต่าง ๆ นอกจากนี้ควรเปิดฝากระโปรง รวมถึง ฝาท้ายด้านหลังดูว่า แซสซีส์ของรถมีความสมบูรณ์หรือไม่ มีการดัด คดงอ หรือไม่ เพื่อดูสภาพโครงสร้างรถยนต์นั่นเองครับ

สภาพภายในรถยนต์

ตรวจเช็คภายนอกจนแน่ใจแล้ว ขั้นต่อมาก็คือสภาพภายในรถยนต์ โดยเริ่มแรกควรเช็คสภาพ รอยแตก รอยแยก รอยชำรุดต่าง ๆ ของแผงคอนโซล หน้าปัดเรือนไมล์ แสดงผลได้ครบทุกตำแหน่ง ระบบปรับอากาศ ว่าเย็นปกตมั้ย ทั้งช่วงจอดและขับ ระบบไฟฟ้าทั้งหมด กระจกไฟฟ้า (ถ้ามี) เครื่องเสียง ระบบเซ็นทรัลล็อค รวมถึงระบบต่าง ๆ ที่รถยนต์มี พยามเช็คให้ครบทั้งหมด และในส่วนสภาพของเบาะนั่งก็สำคัญ ว่ามีรอยแตก รอยฉีก หรือไม่ นอกจากนี้กลิ่นภายในรถก็สำคัญว่าไม่มีกลิ่นชื้นแต่อย่างใด

ตรวจสอบเลขไมล์รถยนต์

เลขไมล์รถยนต์ จะช่วยบอกถึงสภาพความสมบูรณ์ของรถยนต์ ว่ารถคั้นนั้นผ่านการใช้งานมา มากน้อยแค่ไหน โดยเฉลี่ยแล้วรถยนต์ที่ใช้งานปกติ เลขไมล์จะอยู่ประมาณ 3 หมื่นกิโล ต่อ 1 ปี บางทีอาจน้อย หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเจ้าของเดิมเป็นหลัก แต่หากดูแล้วสภาพรถผ่านการใช้งานมาค่อนข้างมาก แต่เลขไมล์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ก็ควรระวังไว้ว่า เตนท์รถอาจกรอไมล์ให้ไม่ตรงตามความเป็นจริงครับ

ทดลองขับจริง เพื่อเช็คสภาพเครื่องยนต์

แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ความฟิตของเครื่องยนต์ก็สำคัญมาเป็นอันดับต้น ๆ ในการซื้อรถเลยทีเดียว เราสามารถเช็คง่าย ๆ ด้วยการลองสตาร์ตเครื่องยนต์ดูเบื้องต้นว่า สตาร์ตได้ปกติดีหรือไม่ รอบเดินเบา มีความไหลลื่น หรือมีอาการผิดปกติหรือไม่ อย่างไร ไปจนถึงการสั่นสะเทือนในห้องโดยสารด้วย โดยทดลองโดยเข้าเกียร์ D (สำหรับรถเกียร์ออโต้) แล้วเหยียบเบรคค้างไว้ ลองดูว่ามีอาการสั่นมากน้อยขนาดไหน นอกจากนี้ อย่าลืมถามคนขายด้วยว่า มีการเปลี่ยนถ่ายของเหลว เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ มานานหรือยัง สภาพแบตเตอรี่ ขั้วแบตเตอรี่ ปกติหรือไม่ รวมถึงเปิดฝากระโปรงดูสภาพของสายพาน และควรเช็คที่พื้นถนนตรงที่เราสตาร์ทเครื่องว่า มีรอยหรือคราบน้ำมันเครื่องหยดลงบนพื้นถนนหรือไม่ และถ้าเป็นไปได้ อย่าลืมดูใต้ท้องรถ และเช็คสภาพต่าง ๆ ให้แน่ใจด้วยนะครับ

ขอดูเอกสารประจำรถยนต์

หลังจากเช็คสภาพเครื่องยนต์พร้อมทดลองขับจริงแล้ว หากตัดสินใจจะซื้อรถยนต์คันนี้ จริง ๆ ควรตรวจสอบ เอกสารประจำรถยนต์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สมุดคู่มือการจดทะเบียน ประกัน ไปจนถึงสมุดเข้ารับการซ่อมบำรุง ว่ารถได้รับการตรวจสภาพอย่างสม่ำเสมอหรือไม่

การเช็ครถมือสองอาจต้องใช้ความละเอียดมากสักหน่อย ก่อนที่เพื่อน ๆ จะตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้ก็เพื่อความคุ้มค่าและผลประโยชน์ของเพื่อน ๆ เองครับ หลังจากตกลงซื้อขายกันเรียบร้อย ควรเอารถเข้าอู่เพื่อตรวจเช็คสภาพอย่างละเอียดอีกครั้ง และเนื่องจากรถมือสองมักจะไม่มีประกันรถยนต์แถมมาให้ อย่างไรเสียเพื่อน ๆ ก็ควรเลือกซื้อประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับรถที่เราซื้อมาด้วยเพื่อความอุ่นใจ

 

เปรียบเทียบประกันรถยนต์

Last update on Nov 06, 2020