blog-head-medical-in-japan

ค่ารักษาพยาบาลและวิธีปฏิบัติเมื่อไม่สบายที่ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น ยังคงเป็นประเทศที่น่าเที่ยวสำหรับคนไทยเสมอ แต่หากเราเกิดไม่สบายหรือเจ็บป่วยเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นขึ้นมาล่ะก็ คงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แน่ๆ เลยใช่ไหมครับ ไหนจะค่ารักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูงแถมยังมีอุปสรรคในเรื่องของภาษาอีก เแต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะวันนี้พี่หมี GoBear มีรายละเอียดของค่ารักษาพยาบาลและวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อไม่สบายที่ญี่ปุ่นมาฝากเพื่อน ๆ  กันครับ

 

ระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลในญี่ปุ่น

ในปี 2559 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดอันดับระบบการดูแลสุขภาพของประเทศญี่ปุ่นให้ติด 1 ใน 10 จาก 190 ประเทศทั่วโลก สำหรับเคสไม่สบายที่ญี่ปุ่น หรือเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยสามารถซื้อยาจากร้านขายยาทั่วไปที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งยา และมีเครื่องสำอางขายด้วยมักจะมีป้าย Drugstore อย่างที่คนไทยเราคุ้น ๆ กันอยู่ก็เช่นร้าน มัตสึโมโตะคิโยะชิ”(マツモトキヨシ) ซึ่งมีชื่อเรียกย่อ ๆ ว่า “มัตสึคิโยะ”(マツキヨ)

ส่วนอีกกรณีคือการซื้อยากจากร้านขายยาจริงจริง ๆ ที่ต้องมีใบสั่งยาของแพทย์มาด้วยครับ ข้อสังเกตของร้านแบบนี้คือจะมีป้ายเขียนว่า “โฉะโฮเซ็น” (処方せんหรือしょほうせん) และในใบสั่งยาส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นภาษาญี่ปุ่น เพื่อป้องกันคนไข้จำชื่อภาษาลาตินไว้แล้วไปหาซื้อยามาทานเองครับ นอกจากนี้แล้วคนญี่ปุ่นมักนิยมเข้า คลีนิค หรือเรียกทับศัพท์ว่า “ขุรินิกขุ”(クリニック) ซึ่งมักจะเป็นคลินิกเฉพาะทางในการรักษาโรคนั้น ๆ ครับ

 

GoBear Tips: หากเพื่อน ๆ เลือกซื้อประกันเดินทางเมื่อไปที่ญี่ปุ่น และเกิดเจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่คลินิกจะได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับเมื่อเราไปเข้าโรงพยาบาลครับ

 

โรงพยาบาลในญี่ปุ่น

 

ค่ารักษาพยาบาลโดยประมาณในประเทศญี่ปุ่น

โดยทั่วไปค่าที่ปรึกษาครั้งแรกที่คลินิกท้องถิ่น (ไม่ใช่คลีนิคสำหรับชาวต่างชาติ) จะอยู่ระหว่าง 3,000 ถึง 5,000 เยน ค่าใช่จ่ายสำหรับการนัดติดตามผลอยู่ที่ประมาณ 600 เยน ซึ่งเพื่อน ๆ อาจจำเป็นต้องจ่ายค่าที่ปรึกษาบวกกับค่าธรรมเนียมสำหรับการนัดติดตามผลในครั้งแรก แต่หลังจากนั้นก็จะเป็นครั้งละ 600 เยนโดยประมาณครับ

กรณีที่เป็นคลินิกสำหรับชาวต่างชาติ ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้น โดยอาจมีราคาสำหรับการเข้าปรึกษาแพทย์ครั้งแรกที่ 10,000 เยนเป็นต้นไป แต่เราอาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการให้คำปรึกษาใหม่ทุกครั้งเมื่อไปพบหมอคนใหม่ ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าครับที่เราจะพบแพทย์คนเดิมที่เราเคยหามาก่อนครับ

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดค่ารักษาพยาบาลที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพี่หมีได้ทำการรวบรวมมาให้เพื่อน ๆ แล้ว ไม่เฉพาะค่ารักษาเท่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้าย หรือค่าใช้จ่ายในการทำฟันอีกด้วยครับ

 

ค่ารักษาพยาบาลในญี่ปุ่น

 

ขั้นตอนในการเข้ารับการรักษาพยาบาลในประเทศญี่ปุ่น

1.สังเกตลักษณะอาการของตัวเองให้ดีว่าป่วยเป็นอะไรบ้าง

2.ค้นหารายชื่อโรงพยาบาลสำหรับชาวต่างชาติในญี่ปุ่นได้จากอาการที่เพื่อน ๆ เป็นอยู่ จากเว็บไซต์ขององค์กร Medical Excellence Japan ครับ

3. ลงทะเบียนและกรอกข้อมูลแบบสอบถามอาการเจ็บป่วย โดยเพื่อน ๆ สามารถดูรายละเอียดที่เราจะต้องกรอก พร้อมทั้งลักษณะอาการป่วยแบบต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น และมีคำแปลภาษาไทยให้จากคู่มือขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น โดยคลิ๊กที่นี่ครับ

4.เมื่อไปหาหมอแล้ว สถานพยาบาลบางแห่งก็จะจ่ายยาให้เลย แต่บางแห่งก็ไม่สามารถรอรับยาได้ จะต้องเอาใบสั่งยาที่หมอเขียนไปที่ร้านขายยาเพื่อให้ทางเภสัชกรจัดยาให้อีกที

 

กรณีไม่สบายที่ญี่ปุ่นแบบฉุกเฉิน

เรียกรถพยาบาล หมายเลข 119 เนื่องจากหมายเลขนี้ใช้เรียกรถดับเพลิงได้ด้วย เพื่อน ๆ จึงควรแจ้งใช้ชัดเจนว่าต้องการรถพยาบาล แต่จะสะดวกกว่าถ้าใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสื่อสาร และเราไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลได้นะครับ

หากไปเที่ยวคนเดียวและไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะเพื่อน ๆ สามารถโทรไปขอความช่วยเหลือในการแปลภาษา เพื่อประสานงานได้ทุกวัน ตลอด 24 ชม. ที่ Emergency Translation Service เบอร์โทรศัพท์ : 03-5285-8185

นอกจากนี้เพื่อน ๆ ยังสามารถติดต่อ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานพยาบาลแอมด้า (AMDA International Medical Information Center) เพื่อขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับบริการด้านการแพทย์ของญี่ปุ่นแก่ชาวต่างชาติ และให้บริการล่ามทางโทรศัพท์ เมื่อรับการตรวจโดยไม่เสียค่าบริการด้วยครับ

โทรศัพท์ : โตเกียว 050-3598-7574 (ออฟฟิศ)  03-5285-8088 (บริการให้คำปรึกษา)

โอซาก้า: 06-4395-0555

 

GoBear Tips: กรณีที่เราซื้อประกันเดินทางไว้แล้ว สามารถโทรติดต่อไปยัง call center ของบริษัทประกันเพื่อให้แนะนำสถานพยาบาลให้ได้ครับ

 

เจ็บป่วยที่ญี่ปุ่น

 

วัคซีนที่ควรฉีดก่อนไปญี่ปุ่น

โรคหัดเยอรมันหัดเยอรมันเป็นโรคที่ติดต่อกันง่ายเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีผู้คนเยอะ มีการสัมผัสใกล้ชิด ไอหรือจามรดกัน ทำให้มีไข้ และเป็นผื่น ปกติอาการไม่รุนแรงมากแต่จะส่งผลกระทบกับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะพิการได้ครับ สามารถป้องกันโดยการฉีดวัคซีนรวม MMR ซึ่งช่วยป้องกันได้ทั้งโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูมครับ

โรคไข้หวัดใหญ่ – สำหรับคนที่ต้องการไปญี่ปุ่นช่วงเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ ก็จะจัดอยู่ในช่วงที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ได้ครับ เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศเย็นและแห้ง อาการของโรคนี้คือ มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร สำหรับใครที่มีที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ญี่ปุ่นครอบคลุม 4 สายพันธุ์ (A/H1N1, A/H3N2, B/Victoria,B/Yamagata) แต่เนื่องจากวัคซีนนี้เพาะเชื้อในไข่ไก่จึงห้ามฉีดให้กับผู้ที่แพ้ไข่ไก่ครับ

โรคไข้สมองอักเสบจากญี่ปุ่น – วัคซีนนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งสำหรับเพื่อน ๆ ที่มีการวางแผนการเดินทางนานกว่าหนึ่งเดือน โดยมีเป้าหมายไปเยี่ยมชมพื้นที่เขตชนบทในญี่ปุ่นหรือใช้เวลานอกบ้านมาก โดยสามารถปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดเพื่อเช็คให้แน่ใจก่อนว่าวัคซีนนี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับคุณครับ

โรคพิษสุนัขบ้า – ในขณะที่โรคพิษสุนัขบ้าของบ้านเราพบที่สุนัข แต่ที่ญี่ปุ่นกลับมีอยู่ในค้างคาวครับ อย่างไรก็ตามโรคนี้ไม่ถือว่าเป็นอันตรายต่อนักเดินทางส่วนใหญ่ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้านี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่วางแผนจะทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการถูกสัตว์กัดต่อย เช่น การเที่ยวถ้ำและการผจญภัยครับ

 

จะเห็นได้ว่าเจ็บป่วยที่ญี่ปุ่นแต่ละครั้งนี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ กันเลยทีเดียว ดังนั้นพี่หมีแนะนำว่าการทำประกันเดินทางไว้จะช่วยให้เพื่อน ๆ สบายใจมากขึ้นกว่าเดิมเยอะครับ เพราะเราซื้อประกันไปเพียงหลักร้อยแลกกับความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นมาแล้วล่ะก็ ถือว่าคุ้มค่ามากเลย  ไม่เพียงแต่กรณีไม่สบายที่ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังได้รับความคุ้มครองรวมถึงกรณีอื่น ๆ เช่น ไฟลต์ดีเลย์ หรือ กระเป๋าสตางค์หายที่ญี่ปุ่น อีกด้วย  เพื่อน ๆ ที่มีแพลนจะไปญี่ปุ่น สามารถเลือกเปรียบเทียบประกันเดินทางได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยคลิ๊กที่ปุ่มสีเขียวด้านล่างนี้ได้เลยครับ

 

เปรียบเทียบประกันเดินทาง