travel bag carry on

รีวิวการใช้งานกระเป๋า Carry On กระเป๋าแบบไหนถือขึ้นเครื่องได้

เพื่อนๆ ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ คงคุ้นชินกับกระเป๋าเดินทางที่เราสามารถถือขึ้นเครื่องได้ หรือที่เรียกว่า Carry on และกระเป๋าเดินทางที่ต้องโหลดใต้เครื่อง ซึ่งกฎระเบียบการพกกระเป๋าเดินทาง โดยเฉพาะสายการบินโลว์คอสต์นั้นค่อนข้างเข้มงวดทีเดียวไม่ว่าจะเรื่องขนาด หรือน้ำหนักของกระเป๋าเดินทาง อีกทั้งแต่ละแห่งก็มีกฎที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย แล้วกระเป๋าแบบไหนเหมาะกับการใช้งานอย่างไรบ้าง วันนี้พี่หมีจะพาทุกคนไปไขข้อสงสัยกันครับ 

Compare-TA-in-Seconds-n.png

1. ทำความรู้จักกระเป๋า Carry on แต่ละประเภทกันก่อน 

  • กระเป๋าเป้ 

backpack

ข้อดี เหมาะสำหรับการเดินทางค้างไม่เกิน 1 คืน ขนาดเล็กขึ้นเครื่องได้แน่นอน พกพาสะดวก ยิ่งถ้าทำจากวัสดุกันน้ำได้ยิ่งดีครับ ใช้สำหรับใส่ของสำคัญ เช่น พาสปอร์ต โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ 

ข้อเสีย แน่นอนว่ามีขนาดเล็ก หากมีการเดินทางหลายวันควรใช้คู่กันกับกระเป๋าที่มีขนาดใหญ่ สามารถใส่เสื้อผ้าได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสายการบินก็มักจะให้ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ โดยถือว่ากระเป๋าเป้ลักษณะนี้คือกระเป๋าพกพา และใบใหญ่อีกใบคือกระเป๋าสัมภาระขึ้นเครื่องครับ 

  • กระเป๋าสะพายข้าง (กระเป๋าฟิตเนส)  

travel bag

ข้อดี เหมาะสำหรับทริปในประเทศ หรือการเดินทางระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 1-2 วัน สามารถสะพายไปฟิตเนสได้ พกพาสะดวก สามารถเลือกได้ว่าจะหิ้วหรือสะพายไหล่

ข้อเสีย ไม่มีล้อลากต้องหิ้วเอง นอกจากนี้เวลาคนเยอะหรือต้องใช้ระบบขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาที่ค่อนข้างแออัด กระเป๋าจะค่อนข้างเกะกะและกินพื้นที่ไม่น้อย 

  • กระเป๋าเดินป่า 

backpack

ข้อดี เหมาะแก่การแบกขึ้นเขา หรือไปเที่ยวแบบสมบุกสมบัน จุของได้เยอะ สะดวก พกพาง่าย

ข้อเสีย มักมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีสีให้เลือกไม่มากนัก หากเป็นกระเป๋ายี่ห้อดีๆ ใช้วัสดุดีมักมีราคาแพง

ควรเลือกแบบกันน้ำได้ หรือที่มีผ้าคลุมกระเป๋ากันน้ำมาให้ มีส่วนระบายความร้อนตรงที่แนบกับแผ่นหลังของเรา และมีโครงช่วยรับน้ำหนัก ด้านในควรมีช่องสำหรับใส่ของได้หลายช่อง เพื่อเก็บของได้อย่างเป็นระเบียบครับ 

กระเป๋าเป้เดินป่ามีอยู่หลายแบบ เหมาะสำหรับแต่ละโอกาสแตกต่างกันไป เช่น หากจะไปเที่ยว 2 – 5 วัน ก็ควรใช้กระเป๋าขนาด 25 – 32 ลิตร (ซึ่งขนาด 32 ลิตร ถือว่าใหญ่ที่สุดที่สามารถขึ้นเครื่องได้)  หรือหากไปมากกว่า 1 สัปดาห์ก็ควรใช้กระเป๋าขนาด 40 – 70 ลิตร เพราะต้องแบกของใช้จำเป็น เช่น สบู่ แชมพู ถุงนอน และอุปกรณ์เดินป่าไปด้วย แต่กรณีน่าจะต้องโหลดได้เครื่องไปครับ

  • กระเป๋าล้อลาก 

luggage

ข้อดี  เราไม่ต้องแบกรับน้ำหนักให้เมื่อย สามารถบรรจุของได้มาก และสะดวกสบายเวลาต้องเดินทางในสถานที่ค่อนข้างเป็นตัวเมือง พื้นที่ไม่ขรุขระ ส่วนมากคันชักจะปรับระดับได้ 

ข้อเสีย  หากต้องเดินทางในบางพื้นที่ เช่น ถนนที่มีความลาดชันมาก หรือพื้นขรุขระ การใช้ประเป๋าล้อลากขะไม่สะดวกด้วยประการทั่งปวงครับ เพราะหากเราไม่ลากไป จะใช้วิธีถือ แบก หรืออุ้มก็ค่อนข้างลำบาก

ชนิดของกระเป๋าล้อลาก ตามวัสดุที่ใช้ทำกระเป๋า 

  • แบบซอฟต์เคส  มีความยืดหยุ่นมาก เป็นรอยกระแทกได้อยากกว่า น้ำหนักเบา อายุใช้งานนาน เพราะไม่แตกง่าย แต่เนื่องจากเป็นผ้า เมื่อมีฝนหรือหิมะตกสิ่งของที่อยู่ภายในกระเป๋าก็อาจจะเปียกได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมมากว่า เพราะสามารถกรีดได้ครับ

สำหรับกระเป๋าแบบผ้าสิ่งที่เพื่อนๆควรสนใจคือตัวเลข Denier ซึ่งเป็นหน่วยวัดความแข็งแรงของผ้า 

  • แบบฮาร์ดเคส มักจะผลิตจากพลาสติก เป็น โพลีคาร์บอเนต (PC) หรือ อะคริโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน (ABS)  ปกป้องของภายในได้ดีกว่า กันน้ำได้ แต่อาจเกิดรอยขีดข่วนหรือรอยเปื้อนได้ง่ายกว่าแบบซอฟต์เคส เพราะความยืดหยุ่นน้อยกว่า แต่ก็สามารถทำความสะอาดได้ไม่ยาก ส่วนขนาดก็มีตั้งแต่ 16 นิ้วจนถึง 28 นิ้วให้เลือกสรรตามความชอบและความสะดวกของแต่ละบุคคล 

ชนิดของกระเป๋าล้อลาก แบ่งตามจำนวนล้อ  

  • กระเป๋าเดินทางแบบ 2 ล้อ:  เหมาะกับการลากแบบเฉียง โอกาสที่กระเป๋าจะไถลน้อย แต่ถ้าบางคนไม่ชินก็จะลากลำบากหน่อย เพราะกระเป๋าจะถูกลากอยู่ข้างหลังเราเท่านั้น ทำให้ต้องใช้กำลังแขนมากกว่าในการบังคับทิศทางครับ
  • กระเป๋าเดินทางแบบ 4 ล้อ:  ลากได้ง่ายและถนัดกว่าแบบ 2 ล้อ เพราะหมุนได้รอบทิศทาง 360 องศา จะเข็นจากมุมไหนของกระเป๋า แม้กระทั่งด้านหลังก็ได้ แต่ข้อเสียคือมันไถลได้ง่าย ถ้าลงทางชันมากๆ ต้องคอยถือดีๆครับ 
  • กระเป๋าเดินทางแบบ 8 ล้อ: บางครั้งกระเป๋าแบบนี้ก็ถูกเรียกว่า Double wheels คือทั้ง 4 มุม มีมุมละ 2 ล้อ คล้ายๆกับรถบรรทุก โดยมากกระเป๋าใบเล็กที่ถือขึ้นเครื่อง ใช้แค่ 4 ล้อก็พอ แต่แบบนี้จะเหมาะสำหรับกระเป๋าล้อลากใบใหญ่ เพื่อช่วยให้การลากกระเป๋าสะดวกมากขึ้นครับ 

 

2. เลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

  • ทริปเที่ยวชิลๆ ในประเทศ หรือเที่ยวระยะสั้น

bag for travel short trip

หากไปเที่ยวทะเล เหมาะกับกระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพายผ้าแคนวาส หรือกระเป๋าหนังที่กันน้ำได้ น้ำหนักเบา พกพาง่าย ไม่ต้องกลัวจะโดนทรายหรือน้ำ หรือกระเป๋าเดินทางล้อลากแบบซอฟต์เคสหรือแบบผ้า ใช้ได้ทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อตามความสะดวก โดยขนาดที่เหมาะสมคือ 16-18 นิ้ว เพื่อจะได้สะดวกในงานลากไปไหนมาไหน และถือขึ้นเครื่องได้สบายครับ 

 

  • ทริปไปทำงาน 

IT Bag

ใครที่เป็นสายไอที หรือทำงานที่ต้องพกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค พร้อมอุปกรณ์เสริม ทั้งแบตเตอรี สายชาร์จ เอกสาร ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ พี่หมีขอแนะนำให้ใช้กระเป๋าเป้ทรง Hard shell ที่มีเนื้อผ้าแบบกันน้ำได้ รวมทั้งที่มีช่องให้ใส่โน้ตบุ๊ค และอุปกรณ์สายชาร์จต่างๆ แต่ถ้าหากว่าของที่เราแบกมีน้ำหนักมากเกินไป เพื่อสุขภาพหลังของเราเองก็อาจเปลี่ยนเป็นกระเป๋าแบบล้อลากจะดีกว่าครับ ทั้งนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือสัมภาระที่เรานำติดตัวไปทริปทำงานนั้นมักเป็ข้อมูลที่มีความสำคัญ ทางที่ดี ถ้าเอาเป้ไปควรใส่กุญแจล็อคไว้ก็จะดีครับ หรือหากเป็นกระเป๋าล้อลากควรมีตัวล็อคแบบ TSA ซึ่งย่อมาจาก Transportation Security Agency ซึ่งจะปลอดภัยกว่า และในกรณีที่ต้องโหลดใต้เครื่อง (แต่ถ้ามีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไม่ควรโหลดใต้เครื่องนะครับ เพราะจะพังเอาได้ง่ายๆ)

 

  • ทริปขึ้นเขา 

mountain backpack

สายบุกป่าฝ่าดงสมบุกสมบัน เหมาะกับกระเป๋าเป้ที่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่ และเนื้อผ้ากันน้ำได้ เพราะเราอาจจะไปเจอสภาพอากาศร้อนชื้นหรือป่าฝน ทั้งภายในและด้านข้างของกระะเป๋าควรมีช่องเก็บของมากมายเพื่อจะได้จัดของแยกเป็นหมวดหมู่ได้อย่างเป็นระเบียบ หรือช่องซิปสำหรับรูดขยายขนาดกระเป๋าได้ เช่น กระเป๋าเดินป่าของ The North Face, Jack Wolfskin หรือ  Osprey หากไปเที่ยวประมาณ 2 – 5 วัน ควรใช้กระเป๋าขนาด 25 – 32 ลิตร หากไปเกิน 7 วัน หรือกรณีที่ต้องแบกเป้หรือถุงนอนไปด้วย ควรเลือกที่มีความจุ 40 ลิตรขึ้นไป แน่นอนว่าทริปที่ต้องลุยแบบนี้ การใช้กระเป๋าแบบมีล้อลากคงไม่เหมาะสมแน่ๆครับ 

 

  • ทริปเที่ยวต่างประเทศ 3 วันขึ้นไป

carry on luggage travel abroad

ทริปแบบนี้เหมาะสำหรับกระเป๋าเดินทางแบบล้อลาก 4 ล้อขึ้นไป และควรเป็นแบบฮาร์ดเคส เพราะใส่ของได้เยอะจุใจ ทั้งเสื้อผ้า ของใช้จำเป็นต่างๆที่เราเตรียมไป และไปช้อปปิ้งเอาที่ปลายทางก็มีเยอะ ทางที่ดีเพื่อนๆควรศึกษาว่าสายการบินที่เราจะไปนั้นให้ถือกระเป๋าขึ้นเครื่องได้กี่กิโลกรัม และขนาดกระเป๋าควรไม่เกินเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความล่าช้าครับ 

 

3. ขนาด และน้ำหนัก คือเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ 

ขนาดกระเป๋าเดินทางมาตรฐานแบบมีล้อลากที่เราพบเห็นกันบ่อยๆ มีดังนี้ 

  • 16" เหมาะสำหรับการเดินทางที่สั้นมาก ประมาณ 1-2 วัน
  • 18” เหมาะสำหรับการเดินทางทริปสั้นๆ ประมาณ 2-3 วัน
  • 20” เหมาะสำหรับการเดินทางระยะเวลา 3-4 วัน
  • 22” เหมาะสำหรับการเดินทางระยะเวลา 3-4 วัน
  • 24” เหมาะสำหรับการเดินทางระยะเวลา 4-6 วัน
  • 28” เหมาะสำหรับการเดินทางระยะเวลา 6-10 วัน

ซึ่งฤดูกาลของประเทศที่จะไปก็เป็นอีกเรื่องที่เพื่อนๆควรให้ความสนใจนะครับ แม้ว่ากระเป๋า 28 นิ้วจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ใส่เสื้อผ้าได้ถึง 10 วันก็ตาม แต่หากเป็นฤดูหนาว ต้องแบกเสื้อโค้ทหนักๆไป ก็อาจจะเหลือเพียงเต็มที่ได้ 7-8 วัน หากเป็นหน้าร้อนก็อาจใส่เสื้อผ้าไปเที่ยวยาวๆได้ถึง 15 วันครับ

วิธีวัดขนาดของกระเป๋าเดินทาง ว่ามีขนาดเท่าไหร่นั้นจะวัดจากความสูงของกระเป๋าขึ้นไปตรงๆ เลยครับ ตั้งแต่ขอบล่างจนถึงขอบบนกระเป๋า ไม่รวมมือจับ คันชัก และไม่รวมความสูงของล้อ ซึ่งล้อส่วนใหญ่ก็จะสูงประมาณ 2 นิ้ว 

สำหรับน้ำหนักกระเป๋ารวมสัมภาระที่ให้ถือขึ้นเครื่องได้จะอยู่ที่ 7-10 กิโลกรัม ตามนโยบายของแต่ละสายการบิน ซึ่งเพื่อนๆสามารถตรวจสอบรายละเอียดของสายการบินแต่ละแห่ง เกี่ยวกับการกำหนดขนาดและน้ำหนักสำหรับกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง ดังต่อไปนี้ 

สายการบิน ขนาดกระเป๋า น้ำหนักกระเป๋า
การบินไทย 

กระเป๋าพกพาขนาด 37.5 เซนติเมตร (15 นิ้ว) x 25 เซนติเมตร (10 นิ้ว) x 12.5 เซนติเมตร (5 นิ้ว) รวมกันจะต้องไม่เกิน 75 เซนติเมตร (30 นิ้ว) + กระเป๋าเดินทางความยาวไม่เกิน 56 เซนติเมตร (22 นิ้ว) ความกว้างไม่เกิน 45 เซนติเมตร (18 นิ้ว) ความหนาไม่เกิน 25 เซนติเมตร (10 นิ้ว) รวมล้อ มือจับ และกระเป๋าด้านข้างแล้ว

ไม่เกิน 7 กิโลกรัม 
ไทยสไมล์

ความยาวไม่เกิน 56 เซนติเมตร (22 นิ้ว) ความกว้างไม่เกิน 45 เซนติเมตร (18 นิ้ว) ความหนาไม่เกิน 25 เซนติเมตร (10 นิ้ว) รวมล้อ มือจับและกระเป๋าด้านข้างแล้ว

ไม่เกิน 7 กิโลกรัม 
แอร์เอเชีย

กระเป๋าถือ 1 ใบ ขนาดไม่เกิน 40 ซม. (สูง) x 30 ซม. (กว้าง) x 10 ซม. (หนา) และกระเป๋าสัมภาระขนาดไม่เกิน 56 ซม. (สูง) x 36 ซม. (กว้าง) x 23 ซม. (หนา)

ไม่เกิน 7 กิโลกรัม 
เจ็ทสตาร์ กระเป๋าถือ 1 ใบ และกระเป๋าสัมภาระ ขนาดไม่เกิน 56 ซม. (สูง) x 36 ซม. (กว้าง) x 23 ซม. (ลึก) น้ำหนักทั้ง 2 ใบรวมกันไม่เกิน 7 กก.
นกแอร์ ขนาดไม่เกิน 56 ซม. (สูง) x 36 ซม. (กว้าง) x 23 ซม. (หนา) ไม่เกิน 7 กิโลกรัม
นกสกู๊ต  จำกัดการนำสัมภาระขึ้นเครื่อง 1 ชิ้น ขนาดไม่เกิน 54 ซม.x 38 ซม.x 23 ซม. (วัดเส้นรอบรวมแล้วต้องไม่เกิน 115 ซม.) น้ำหนักสูงสุด 7 กก. (+3 กก. ในกรณีที่มีโน๊ตบุ๊คติดตัว)
เจแปนแอร์ไลน์

กระเป๋าถือ 1 ใบ และกระเป๋าสัมภาระขนาดกว้าง : ไม่เกิน 55 ซม. × สูง: ไม่เกิน 40 ซม. × ลึก: ไม่เกิน 25 ซม. รวมกันไม่เกิน 115 ซม. (45 นิ้ว)

น้ำหนักทั้ง 2 ใบรวมกันไม่เกิน 10 กก. (22 ปอนด์)
เอมิเรตส์ นำสัมภาระติดตัวได้ 1 ชิ้นและไม่ควรเกิน 22 x 15 x 8 นิ้ว (55 x 38 x 20 ซม.) น้ำหนักไม่เกิน 7 กก. (15 ปอนด์)
อีวีเอแอร์ กระเป๋าถือ 1 ใบ และกระเป๋าสัมภาระ ขนาดไม่เกิน 56 ซม. × 36 ซม. ×  23 ซม. รวมกันไม่เกิน 115 ซม. (45 นิ้ว) น้ำหนักแต่ละใบ ไม่เกิน 7 กก. (15 ปอนด์)
กาตาร์แอร์เวย์ ขนาดไม่เกิน 50 ซม. (สูง) x 37 ซม. (กว้าง) x 25. ซม. (หนา) น้ำหนักไม่เกิน 7 กก. (15 ปอนด์)
เอทิฮัด กระเป๋าถือ 1 ใบ ขนาดไม่เกิน 40 ซม. x 30 ซม. x 25 ซม. และกระเป๋าสัมภาระ ขนาดไม่เกิน 50 ซม. x 40 ซม. x 25 ซม. กระเป๋าถือน้ำหนักไม่เกิน 5 กก. และกระเป๋าสัมภาระน้ำหนักไม่เกิน 7 กก.
บางกอกแอร์เวย์ ถือสัมภาระขึ้นเครื่องได้คนละ 1 ชิ้น เครื่อง ATR72 ขนาดไม่เกิน 50 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม. เครื่อง Airbus 319  และ 320 ขนาดไม่เกิน 56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม. ไม่เกิน 5 กิโลกรัม 
บริติชแอร์เวย์  ขนาดไม่เกิน 56 ซม. (สูง) x 45 ซม. (กว้าง) x 25 ซม. (หนา) ไม่เกิน 10 กิโลกรัม
แอร์ฟรานซ์ ขนาดไม่เกิน 55 ซม. (สูง) x 35 ซม. (กว้าง) x 25 ซม. (หนา) ไม่เกิน 10 กิโลกรัม
โคเรียนแอร์

ขนาดไม่เกิน 55 ซม. (สูง) x 40 ซม. (กว้าง) x 20 ซม. (หนา) หรือรวมทั้งหมดไม่เกิน 115 ซม. ต่อชิ้น  รวมล้อ มือจับและกระเป๋าด้านข้างแล้ว

ไม่เกิน 12 กิโลกรัม

** ตารางข้อมูลอ้างอิงจากสัมภาระขึ้นเครื่องชั้นประหยัด อัพเดทเมื่อ 28 พ.ย. 61

ดังนั้นจะเห็นว่าขนาดกระเป๋าล้อลากที่เหมาะสมในการถือขึ้นเครื่อง อยู่ที่ 16-22 นิ้ว นั่นเองครับ เพราะสามารถเก็บในช่องเก็บสัมภาระเหนือที่นั่งของเราได้ ส่วนกระเป๋าเดินทางขนาด 24 นิ้วก็จะต้องโหลดใต้ท้องเครื่องแต่สะดวกตรงที่สามารถฝากกับตู้ล็อกเกอร์ฝากสัมภาระได้ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ทั้งยังเป็นขนาดที่สะดวกในการขึ้นรถลงเรือ และใส่ของได้แบบพอดีๆ ครับ 

ดังนั้นเวลาซื้อกระเป๋าเดินทางเพื่อนๆ อย่าลืมพกสายวัดไปด้วยนะครับ และที่สำคัญอย่าลืมเช็คให้ดีว่าเราจะไปกับสายการบินอะไร เพราะเวลาที่เราเดินทางจริงบางสายการบินอาจวัดขนาดกระเป๋าเราด้วยการเอาไปวางไว้ในกรอบเหล็กอีกที พอเอากระเป๋าเราใส่เข้าไปปรากฏว่าล้อเกินมา ถือขึ้นเครื่องไม่ได้ ต้องโหลดกระเป๋าแทนครับ 

เพียง 3 ข้อง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถช่วยให้เพื่อนๆ เลือกกระเป๋าเดินทาง Carry On ที่ถูกใจและเหมาะกับการใช้งานได้แล้วครับ และสำหรับเพื่อนๆที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ พี่หมีแนะนำว่าอย่าลืมทำประกันเดินทางไว้ด้วยนะครับ เวลาสายการบินทำกระเป๋าเดินทางหาย หรือกระเป๋าเดินทางส่งมาล่าช้าจะได้เคลมได้ครับ คลิกได้เลยที่นี่

 

Compare-TA-in-Seconds-n.png