ทำความรู้จักกับดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR ของสินเชื่อส่วนบุคคล!

ทำความรู้จักกับดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR ของสินเชื่อ


สำหรับใครก็ตามที่ยังไม่คุ้นเคยกับสินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งสินเชื่อเงินสด และบัตรกดเงินสดมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ จนทำให้หลายๆ คนอาจจะไม่เข้าใจกลไกวิธีการคำนวณดอกเบี้ยของธนาคารนะครับ วันนี้พี่หมีจึงขออธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้เพื่อนๆ ฟังครับ ว่ามีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กี่รูปแบบ อะไรบ้าง
 

เปรียบเทียบ-บัตรกดเงินสด


อย่างแรกที่ต้องเข้าใจคือ ดอกเบี้ยเงินกู้มีอัตราดอกเบี้ยหลักๆ 2 ประเภท ได้แก่
 

 1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่คงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ กำหนดโดยธนาคาร หรือสถาบันการเงินผู้ให้บริการ เช่น ดอกเบี้ย 0% 10 เดือน หรือดอกเบี้ย 9% 12 เดือน อย่างนี้เป็นต้น

2. อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ธนาคารกำหนดตามต้นทุนของธนาคารในช่วงเวลาต่าง ๆ จะประกาศอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ จะมีคำว่า MLR, MOR และ MRR นั่นเองครับ โดยที่แต่ละธนาคารจะมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่ไม่เท่ากัน เช่น MLR ของ ธนาคาร A อาจจะไม่เท่ากับ MLR ของธนาคาร B นั่นเองครับ

 

แล้ว MLR, MOR และ MRR ต่างกันอย่างไร?
 

  • MLR (Minimum Loan Rate)

อันนี้คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สถาบันการเงินจะเก็บจากลูกหนี้ชั้นดีครับ เป็นประเภท Term Loan หรือ สินเชื่อเงินกู้ระยะยาว ที่มีกำหนดจ่ายคืนตามระยะเวลา และลูกหนี้มีประวัติในการชำระหนี้ที่ดี มีศักยภาพในการชำระหนี้ในอนาคต และมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอ โดยส่วนมากธนาคารจะใช้ MLR กับสินเชื่อที่เป็นสินเชื่อระยะยาว มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน อาทิ สินเชื่อกู้เงินเพื่อทำธุรกิจ ขยายกิจการ ซื้ออาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น

  • MOR (Minimum Overdraft Rate)

เพื่อน ๆ คงเคยได้ยินคำว่า O/D ซึ่งย่อมาจาก Overdraft หรือ Overdraw ที่หมายถึงสินเชื่อประเภทการเรียกเบิกเงินเกินบัญชี และดอกเบี้ยประเภท MOR คือ ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกหนี้ที่เรียกเบิกเกินบัญชีนั่นเอง โดยจะคิดดอกเบี้ยเฉพาะส่วนของเงินต้นส่วนที่เบิกออกมาเท่านั้น วงเงินส่วนที่ยังไม่เบิกออกมาก็จะไม่คิดดอก และเมื่อเราจ่ายชำระโดยโอนเงินต้นกลับคืนเข้าไป ก็ถือเป็นการหยุดดอกเบี้ย จัดอยู่ในประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีสภาพคล่องสูง แต่อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงกว่าเงินกู้ทั่วไปด้วย จึงเหมาะกับการกู้ระยะสั้น และส่วนมากจะเป็นลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีเช่นกัน

  • MRR (Minimum Retail Rate)

จาก 2 ข้อที่กล่าวไปนั้นทั้ง MLR และ MOR ส่วนใหญ่จะเป็นสินเชื่อจากลูกค้ารายใหญ่ หรือลูกค้ากลุ่มที่มีการทำธุรกิจเป็นส่วนมาก ซึ่งจะต่างกับดอกเบี้ยประเภท MRR ซึ่งก็คือ ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น 

 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR 

  • ตามกฎของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ต้องทำการประกาศอย่างชัดเจนเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ทั้งที่สาขาใหญ่ สาขาย่อย และเว็บไซต์ของธนาคาร
  • อัตราดอกเบี้ยเหล่านี้ทั้ง MLR, MOR และ MRR ของแต่ละธนาคารไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เพราะแต่ละธนาคารมีต้นทุนในการบริหารงานไม่เท่ากัน อาทิ ดอกเบี้ยเงินฝากต่างกัน จำนวนเงินฝากต่างกัน ผลการดำเนินงานต่างกัน
  • ลูกค้าแต่ละคน อาจจะได้อัตราดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ต่างกัน ถึงแม้จะเป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อเดียวกัน ธนาคารเดียวกัน เพราะธนาคารจะพิจารณาความเสี่ยงของผู้สมัครเงินกู้แต่ละคนแตกต่างกันออกไป เช่นบางคนอาจจะได้อัตราดอกเบี้ย MLR-1.75% ในขณะที่อีกคนได้ MLR-1.5% ก็เป็นได้ครับ ดังนั้นในฐานะผู้บริโภคจึงจำเป็นจะต้องทำการเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เพื่อให้ได้รับเงื่อนไขที่ดีและตรงกับความต้องการของเรามากที่สุดครับ
  • สำหรับสินเชื่อของบัตรกดเงินสดนั้น มีการกำหนดออกมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ว่า จะต้องใช้อัตราสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภครวมเบี้ยปรับในการชำระล่าช้า ซึ่งกำหนดไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 28% ต่อปีเท่านั้น โดยแตกต่างกันไปในลูกค้าแต่ละราย ตามฐานรายได้ วงเงิน และโปรโมชั่นของธนาคารพาณิชย์นั้น ๆ ในแต่ละช่วงของแต่ละปีนั่นเองครับ

 

GoBear Tips:

เพื่อน ๆ สามารถดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของธนาคารแต่ละแห่งได้ครับว่า แต่ละแห่งมีการกำหนด MRR, MOR และ MLR ไว้เท่าไหร่ หลังจากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับสินเชื่อที่เราต้องการว่าธนาคารแห่งนั้นอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยตัวไหน MRR, MOR หรือ MLR

แต่มีเคล็ดลับอยู่นิดหน่อยครับตรงที่ MLR นั้นธนาคารจะคิดจากลูกหนี้ชั้นดีที่มีความน่าเชื่อถือ อาชีพมั่นคง มีการเสียภาษีและจดทะเบียนการค้าถูกต้อง ประวัติทางการเงินดี หรือเครดิตสกอร์ดี คนทั่วไปผ่านได้ยากกว่า อัตราดอกเบี้ยจึงค่อนข้างถูกและมีการเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่า MRR ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ไว้คิดจากลูกหนี้ชั้นดีที่เป็นลูกค้ารายย่อย คนทั่วไปมีโอกาสผ่านได้ง่ายกว่า ก็จะมีความเสี่ยงสูงกว่า ทำให้ดอกเบี้ยสูงกว่าหรือมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ง่ายกว่านั่นเองครับ

 

หวังว่าเพื่อน ๆ คงเข้าใจหลักการของดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR ของสินเชื่อส่วนบุคคลกันมากขึ้นนะครับ และหากเพื่อนๆ มีข้อสงสัยเรื่องใดเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้ สินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งสินเชื่อเงินสด หรือเงินก้อน และการทำบัตรกดเงินสด เพื่อนๆ ลองเข้าไปอ่านในบล็อกของพี่หมีได้นะครับ
 

เปรียบเทียบ-บัตรกดเงินสด