credit bureau

อยากมีประวัติเครดิตบูโรสุดยอดต้องทำอย่างไร?


อย่างที่พี่หมีเคยเกริ่นๆ ไปแล้วนะครับว่า หนึ่งในหลักเกณฑ์ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะพิจารณาว่าคุณจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเงินสด หรือ บัตรเครดิต ว่าเราจะผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ก็คือ “ประวัติเครดิต” ของเรานั่นเองโดยสามารถตรวจเครดิตบูโรของตนเองได้จาก ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด วันนี้พี่หมีจึงอยากแนะนำเพื่อนๆ ถึงวิธีในการสร้างประวัติเครดิตให้ดีที่สุดนั่นเองครับ ประวัติเครดิตนี้เป็นสิ่งที่แสดงอยู่ในรายงานเครดิต หรือ Credit Report ซึ่งจะแสดงข้อมูลสินเชื่อ ประวัติการชำระสินเชื่อ และสถานะบัญชี (ได้แก่ สินเชื่อปกติ, สินเชื่อที่ปิดบัญชีแล้ว, สินเชื่อที่ค้างชำระเกิน 90 วัน และ สินเชื่อที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย เป็นต้น) ทุกบัญชีที่เจ้าของข้อมูลมีอยู่กับสถาบันการเงินทุกแห่งที่เป็นสมาชิกอยู่กับบริษัทข้อมูลเครดิตครับ 

 

เปรียบเทียบ-บัตรกดเงินสด


ประวัติเครดิตมีความสำคัญอย่างไร?

ข้อมูลที่แสดงอยู่ในเครดิตบูโรนี้จะเปรียบเสมือนกับเครื่องสะท้อนถึงพฤติกรรม และวินัยทางการเงินของเจ้าของข้อมูลนั่นเองครับ โดยแสดงถึงความตั้งใจในการชำระหนี้และความน่าเชื่อถือ หรือที่เราเรียกกันว่า เครดิต ที่ทางสถาบันการเงินจะใช้ประโยชน์จากการตรวจเครดิตบูโรนี้เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ใช้ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เช่น ความเป็นไปได้ของธุรกิจ, ความสามารถในการหารายได้, ภาระหนี้ที่มีอยู่และความสามารถในการจ่ายหนี้, โอกาสผิดนัดชำระหนี้น้อยหรือมาก และหลักประกันความเสี่ยง (หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำ) เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่า ใครที่มีประวัติเครดิตบูโรที่ดีก็จะมีโอกาสที่ทางธนาคารจะพิจารณาสินเชื่อในจำนวนที่เหมาะสมให้ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ หรือ ได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับผู้กู้ที่มีประวัติการชำระเงินดีอีกด้วย


ตัวอย่าง รายงานเครดิตบูโร

credit report

เครดิตภาพจาก: บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ

 

ประวัติเครดิตบูโรของเราจะถูกเก็บอยู่ในระบบนานแค่ไหน?

สถาบันการเงินจะนำส่งข้อมูลสินเชื่อของลูกค้าแต่ละรายให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิตเป็นรายเดือน จนกว่าสินเชื่อ หรือหนี้รายการนั้นจะได้รับการชำระเสร็จสิ้น หากเราจ่ายชำระหนี้ครบแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรอีกครับ เพราะสถาบันการเงินจะนำส่งข้อมูลปิดบัญชีไปยังเครดิตบูโรในเดือนถัดไป และจะปรากฏเป็นสถานะ ปิดบัญชี แต่ในกรณีที่เราผิดนัดชำระหนี้ และค้างชำระเกิน 90 วัน ทางสถาบันการเงินจะส่งข้อมูลสินเชื่อคงค้างให้กับบริษัทข้อมูลเครดิตต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ค้างชำระเกิน 90 วัน และทางบริษัทข้อมูลเครดิตจะเก็บข้อมูลเครดิตที่ได้รับจากสถาบันการเงินไว้ในฐานข้อมูลต่อไปอีก ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่บริษัทข้อมูลเครดิตได้รับข้อมูลจากทางสถาบันการเงินครับ

 

อยากให้ประวัติเครดิตบูโรของตัวเองออกมาดีต้องทำอย่างไร?

พี่หมีมีวิธีสร้างประวัติเครดิตบูโรให้น่าเชื่อถือ  เพื่อที่ธนาคารจะได้ใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของคุณให้ผ่านฉลุยกันครับ 


1) อ่านรายงานเครดิตบูโรของตนเอง

รายงานเครดิตบูโรของคุณเอง สามารถขอได้ ซึ่งน้อยคนนักที่จะขอมาตรวจสอบความถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่มีหลายเคส ที่เคยเกิดขึ้นว่ามีความผิดพลาดในรายงานเครดิตบูโร และส่งผลต่อเครดิตของเจ้าของ โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัวเลยละครับ เพราะฉะนั้น คุณควรยื่นเรื่องขอรายงานเครดิตบูโรของคุณจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ปีละครั้ง เพื่อตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตัวเองนะครับ

GoBear Tips: ต้องตรวจสอบข้อมูลอะไรบ้างในรายงานเครดิตบูโร

  • ตรวจว่ามีหนี้ที่ไม่ใช่ของเรา หรือหนี้ที่เราไม่เคยทำรายการใด ๆ ไว้งอกขึ้นมาหรือไม่
  • ตรวจสอบว่ามีรายการค้างชำระหรือไม่
  • ตรวจสอบว่าเมื่อเราจ่ายชำระหนี้ที่เหลืออยู่หมดไปแล้ว มียอดหนี้ขึ้นเป็นศูนย์ หรือแสดงสถานะว่าปิดบัญชีแล้วหรือไม่
  • ตรวจสอบว่าข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ของเรา เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ถูกต้องหรือไม่ 

 

2) เมื่อเจอข้อผิดพลาดในรายงาน ต้องแก้ไข

หากคุณเจอข้อผิดพลาดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงในรายงานเครดิตของคุณ คุณต้องยื่นเรื่องเพื่อเข้าแก้ไขทันที เพียงแค่รวบรวมหลักฐานทางการเงินที่คุณมี เพื่อยืนยันว่า รายงานมีความผิดพลาด และเมื่อแก้เรียบร้อย เผื่อคะแนนของคุณจะได้ดีขึ้นๆ ยังไงล่ะครับ ถ้าหากพิสูจน์แล้วว่าข้อมูลประวัติการค้างชำระ หรือข้อมูลส่วนบุคคลมีตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง เราสามารถขอแก้ไขได้ครับ

GoBear Tips: ขั้นตอนในการขอแก้ไขข้อมูลเครดิตบูโร

เราในฐานะเจ้าของข้อมูลนั้นมีสิทธิที่จะยื่นขอตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลเครดิตของตัวเองได้ที่ บริษัทข้อมูลเครดิต และ ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เจ้าของข้อมูลที่เราเป็นลูกค้าอยู่ได้ครับ โดยการกรอกแบบฟอร์ม “คำขอใช้สิทธิตรวจสอบ/แก้ไขข้อมูลเครดิต” พร้อมแนบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ส่งไปที่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ครับ

เมื่อได้รับเอกสารแล้วทางบริษัทจะแจ้งไปยังสถาบันการเงิน หลังจากนั้นทางสถาบันการเงินจะทำการตรวจสอบหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหลายตามที่เราแจ้งไป หากพบหลักฐานชัดเจนว่า ข้อมูลเครดิตไม่ถูกต้อง สถาบันการเงินจะต้องส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้บริษัทข้อมูลเครดิตแก้ไข และแจ้งผลการตรวจสอบให้ทราบภายใน 30 วัน

หลังจากนั้นหากเราตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลเครดิตยังมีความไม่ถูกต้องอีก ก็สามารถยื่นคำขอให้บริษัทข้อมูลเครดิตบันทึกข้อโต้แย้งไว้ในรายงานข้อมูลเครดิตของตนเองได้ครับ

 

3) วางแผนปลดหนี้

หากคุณมีหนี้บัตรเครดิตเยอะ นั่นหมายความว่า คุณมีอัตราส่วนเครดิตที่ใช้ ต่อเครดิตที่ได้รับ มากเกินไป และทำให้ประวัติของคุณในเครดิตบูโรของคุณไม่ดีนัก เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณควรทำในเวลานี้คือ วางแผนอย่างตั้งใจ เพื่อให้ลดอัตราส่วนเครดิตที่ใช้ ต่อเครดิตทั้งหมด ให้ได้มากที่สุด อาจเพิ่มด้วยการลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในบ้าน เพื่อนำไปปลดหนี้ก่อน หรือหากคุณมีเงินเก็บที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า คุณสามารถแบ่งมาชำระหนี้ก่อนได้นะครับ เพราะยังไงเสียอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคารได้น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยที่คุณต้องเสียจากการเป็นหนี้บัตรเครดิตอย่างแน่นอน

 

4) เพิ่มวงเงินบัตรเครดิตทั้งหมดของคุณ

เพื่อเป็นการทำให้อัตราส่วนเครดิตที่ใช้ต่ออัตราส่วนวงเงินเครดิตของคุณลดลงไปอีกอีกวิธีหนึ่งก็คือการเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตของคุณนั่นเองครับอาจจะเพิ่มจากวงเงินบัตรเครดิตใบเดิมหรือเปิดบัตรเครดิตใหม่นั่นเองแต่ก็ต้องระวังนะครับเปิดบัตรใหม่หรือเพิ่มวงเงินไม่ได้หมายความว่าคุณต้องใช้บัตรเครดิตมากตามนะครับ
 

5) ปรึกษาธนาคารเรื่องหนี้สินก้อนอื่น ๆ

หากคุณยังมีหนี้สินก้อนโตก้อนอื่น ๆ นอกเหนือจากหนี้สินบัตรเครดิต การหนีหนี้ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นนะครับ ลองปรึกษาธนาคารหรือเจ้าหนี้ดู ว่ามีมาตรการอะไรช่วยเหลือบ้าง เช่น การรีไฟแนนซ์ สามารถเจรจาต่อรองเพื่อขอลดหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ได้ และพอปรึกษาแล้ว ก็เริ่มวางแผนในการปลดหนี้จริงจัง หรือทำตามคำแนะนำของธนาคารและเจ้าหนี้ครับ 

GoBear Tips: กรณีที่เราขอปรับโครงสร้างหนี้แล้ว โดยเฉพาะหนี้สินเชื่อบ้านอย่าเพิ่งตกใจว่าเจรจาแล้วทำไมยอดผ่อนต่อเดือนแพงขึ้น เพราะในตอนแรกนั้นเราได้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และระยะเวลาในการจ่ายชำระหนี้นาน เนื่องจากเครดิตเรายังดีอยู่ (เช่น บางคนผ่อน 30 ปี เป็นต้น) ต่อมาเมื่อเราผิดนัดชำระหนี้บ่อย ทางธนาคารจะเริ่มมองว่าเรามีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเวลาเดิมที่กำหนดไว้ จึงเสนอให้เราจ่ายต่อเดือนมากขึ้นเพื่อจะได้ปิดยอดได้ไว ๆ ไงครับ (เช่น จากผ่อนต่อเดือน 30 ปี อาจเหลือเพียง 10 ปี โดยไปเพิ่มภาระผ่อนต่อเดือนของเราให้สูงขึ้น) แต่ถ้าพิจารณาแล้วไม่ไหวจริง ๆ การประกาศขายบ้านก็อาจเป็นทางออกที่ดีนะครับ เพราะยังไงทางธนาคารก็อยากให้เราชำระหนี้เป็นเงินมากกว่าเข้ายึดทรัพย์สินของเราอย่างแน่นอน และนอกจากจะมีเงินไปปิดยอดสินเชื่อบ้านเดิมแล้ว ยังอาจได้เงินเพิ่มเป็นส่วนต่างจากการขายบ้านอีกด้วย

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ