กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อคอนโด

กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อคอนโด ต้องวางเงินดาวน์เท่าไร?

บทความนี้อัพเดทข้อมูลเมื่อ 27 พฤษภาคม 2562 

สมัยนี้ธนาคารบางแห่งก็ออกโปรโมชั่นสุดโดนใจสำหรับคนอยากกู้ซื้อบ้านมาให้เราได้เลือกสรรกัน มีทั้งอัตราดอกเบี้ยบ้าน 0% ในปีแรก บางแห่งก็ให้กู้บ้านได้เต็มจำนวน 100% หรือให้เต็มที่ 103-105% สำหรับไว้ให้เราได้ซื้อเฟอร์นิเจอร์ไว้ตกแต่งบ้านอีกต่างหาก และเมื่อเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมาทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้เริ่มใช้หลักเกณฑ์ปล่อยกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบใหม่หรือ มาตรการ LTV ออกมาอีกด้วย แล้วสรุปว่าเราในฐานะผู้บริโภคที่คิดจะซื้อบ้านยังจำเป็นที่จะต้องวางเงินดาวน์อยู่มั้ย? พี่หมีจะพาไปหาคำตอบกันครับ

 

กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อคอนโด

 

สรุป “เกณฑ์วางเงินดาวน์ขั้นต่ำ” สินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบใหม่ เริ่มใช้ 1 เมษายน 2562

กรณีกู้ซื้อบ้าน/คอนโด เป็นที่อยู่อาศัยหลังแรก 

ราคาบ้านต่ำกว่า 10 ล้านบาท : เกณฑ์เงินดาวน์ 0-10% 

ราคาบ้านเกิน 10 ล้านบาท : เกณฑ์เงินดาวน์ 20% 

กรณีกู้ซื้อบ้าน/คอนโด เป็นที่อยู่อาศัยหลังที่ 2  และยังผ่อนหลังแรกไม่หมด 

ราคาบ้านต่ำกว่า 10 ล้านบาท

- ผ่อนบ้านหลังแรกมาแล้ว 3 ปีขึ้นไป : เกณฑ์เงินดาวน์ 10% 

- ผ่อนบ้านหลังแรกมาแล้วยังไม่ถึง 3 ปี : เกณฑ์เงินดาวน์ 20% 

ราคาบ้านเกิน 10 ล้านบาท : เกณฑ์เงินดาวน์ 20% 

กรณีกู้ซื้อบ้าน/คอนโด เป็นที่อยู่อาศัยหลังที่ 3  และยังผ่อนของเดิมไม่หมด 

ราคาบ้านต่ำกว่า 10 ล้านบาท: เกณฑ์เงินดาวน์ 30% 

ราคาบ้านเกิน 10 ล้านบาท :  เกณฑ์เงินดาวน์ 30% 

 

กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อคอนโด

 

วิธีการคำนวณเงินดาวน์บ้าน และเปรียบเทียบความคุ้มค่า

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังจะยื่นกู้สินเชื่อบ้านหลังแรก เพื่อเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นข้อแตกต่างชัดเจน พี่หมีจึงขอยกตัวอย่างของการกู้บ้านแบบ 100% และการกู้บ้านแบบมีเงินดาวน์ 20% ในราคา 2,000,000 บาท ต้องผ่อนระยะเวลา 30 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย 7.5% เท่ากัน มาฝากนะครับ

แบบที่ 1. กู้ซื้อบ้าน 80% ดาวน์ 20% = กู้ธนาคาร 1,600,000 บาท และเงินดาวน์ที่ต้องออกเอง 400,000 บาท

เพื่อนๆ จะต้องผ่อนเดือนละ 11,187 บาท เมื่อครบกำหนดจำนวนเงินที่เราจ่ายไปจากการทั้งหมดจะเท่ากับ 400,000 บาท (เงินดาวน์)+ เงินกู้บ้าน 4,027,476 บาท = 4,427,476 บาท

จากเงินกู้บ้านนี้แบ่งเป็นส่วนของเงินต้น 1,600,000 บาท และคิดเป็นดอกเบี้ย 2,427,476 บาท

 

แบบที่ 2. กู้ซื้อบ้าน 100% = กู้ธนาคารเต็มจำนวน 2,000,000 บาท

เพื่อนๆ จะต้องผ่อนเดือนละ 13,984 บาท เมื่อครบกำหนดจำนวนเงินที่เราจ่ายไปจากการกู้บ้านทั้งหมดจะเท่ากับ 5,034,344 บาท หักเงินต้นออก 2,000,000 บาท คิดเป็นดอกเบี้ยถึง 3,034,344 บาท !!!

 

สรุปแล้วการกู้บ้านแบบไม่มีเงินดาวน์ จะทำให้เพื่อนๆ ต้องผ่อนต่อเดือนมากขึ้น 2,797 บาท และจ่ายเงินมากกว่าอยู่ 606,868 บาท แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากเพื่อน ๆ สามารถผ่อนบ้านได้มากขึ้นเป็นเดือนละ 20,000 บาท เท่ากันทั้ง 2 กรณีแล้วล่ะก็ จะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน ดังนี้ครับ


 

กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อคอนโด

 

แบบที่ 1. กู้บ้าน 80% ดาวน์ 20%

ผ่อนเดือนละ 20,000 บาท ต้องผ่อนเป็นระยะเวลา 9 ปี 4 เดือน คิดเป็นเงินต้น 1,600,000 บาท ดอกเบี้ย 629,602 บาท รวมเงินที่ต้องจ่ายจากการกู้บ้าน = 2,229,602 บาท เมื่อรวมกับเงินดาวน์อีก 400,000 บาท เท่ากับเงินที่เราจ่ายไปทั้งหมดคือ 2,629,602 บาท

แบบที่ 2. กู้ 100% = กู้ธนาคารเต็มจำนวน 2,000,000 บาท

ผ่อนเดือนละ 20,000 บาท ต้องผ่อนเป็นระยะเวลา 13 ปี 2 เดือน คิดเป็นเงินต้น 2,000,000 บาท ดอกเบี้ย 1,153,206 บาท รวมเงินที่ต้องจ่ายจากการกู้บ้านทั้งหมด = 3,153,206 บาท

จะเห็นว่าการมีเงินดาวน์ทำให้บ้านเป็นของเราเร็วขึ้นถึง 3 ปี 10 เดือน ประหยัดเงินได้มากกว่า 523,604 บาท นอกจากนี้ระยะเวลาที่ต่างกัน หากเพื่อนๆแบ่งเอาค่าผ่อนบ้านที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนไปเป็นเงินออมแทนจะมีเงินเพิ่มขึ้นมาอีก 920,000 บาท!!! (20,000 บาท x 46 เดือน) นี่แค่เก็บเฉยๆ ยังไม่รวมกรณีที่นำไปลงทุนแล้วได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเลยนะครับ ดังนั้นเพื่อนๆที่มีความสามารถในการผ่อนต่อเดือนค่อนข้างสูง พี่หมีแนะนำให้วางเงินดาวน์บ้านไว้จะดีกว่าครับ

ทั้งนี้การคำนวณจากตัวอย่างด้านบนเป็นการคำนวณเบื้องต้นดอกเบี้ยตลอดโครงการที่ 7.5% ต่อปี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีวิธีที่ช่วยให้เพื่อนๆ เลือกผ่อนได้สบายมากขึ้น และยังผ่อนบ้านให้ตกเป็นของเพื่อนๆได้เร็วขึ้น นั่นก็คือการขอรีเทนชั่น หรือเจรจาต่อรองขอลดดอกเบี้ยจากธนาคารเดิม และการขอรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ครับ สำหรับเพื่อนๆที่สนใจทำการรีไฟแนนซ์บ้าน พี่หมีทำการรวบรวมข้อมูลมาให้เปรียบเทียบง่ายๆ เพียงเข้าไปเปรียบเทียบแหล่งเงินกู้ได้เลยครับ

 

รีไฟแนนซ์บ้าน