ประกันสุขภาพ มีกี่แบบ

ประกันสุขภาพมีกี่แบบ? แต่ละแบบดีอย่างไร? ใช้ยังไง?

ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าจากวิกฤติโควิด-19 หรือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้คนตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องของการทำ "ประกันสุขภาพ" กัน ซึ่งก่อนหน้านี้ พี่หมีโกแบร์ ได้อธิบายเกี่ยวกับความคุ้มครองโควิดในประกันสุขภาพไปแล้ว วันนี้จึงขอมาอธิบายเพิ่มเติมให้เพื่อน ๆ เข้าใจง่าย ๆ ครับว่า ประกันสุขภาพคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท แต่ละแบบดีอย่างไร และมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อที่เพื่อน ๆ จะได้นำไปเลือกซื้อประกันสุขภาพได้อย่างเหมาะสมตรงกับความต้องการของตัวเองมากที่สุดครับ 

ประกันสุขภาพ คืออะไร? ดีอย่างไร?

ประกันสุขภาพ (Health insurance) คือ การประกันภัยที่เกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยจากโรคภัย หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โดยบริษัทประกันภัยจะต้องทำสัญญาชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้กับผู้เอาประกันภัยนั่นเองครับ โดยสิทธิประโยชน์หรือความคุุ้มครองที่เราจะได้รับ มีดังต่อไปนี้

  • การรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายจากการผ่าตัด
  • ค่าใช้จ่ายจากการประสบอุบัติเหตุ
  • ค่าใช้จ่ายจากการรักษาที่คลินิก หรือ OPD ของโรงพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายในการทำฟัน
  • ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร
  • การชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบริการโดยพยาบาลพิเศษ

ประกันสุขภาพมีกี่ประเภท ต่างกันอย่างไร?

1. ประกันสุขภาพ ผู้ป่วยนอก (OPD)

การประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก คือ ความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันได้รับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล พบแพทย์ วินิจฉัย จ่ายยา(ถ้ามี) แล้วก็กลับบ้านได้เลย หรือกรณีที่เรามีอาการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง เช่น การฉีดวัคซีน เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย เป็นต้น

2. ประกันสุขภาพ ผู้ป่วยใน (IPD)

การประกันสุขภาพผู้ป่วยใน คือ ความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลติดต่อกัน 6 ชั่วโมงขึ้นไป กรณีที่เราต้องนอนพักในโรงพยาบาล ทั้งนี้รวมถึงการที่โรงพยาบาลรับตัวผู้ป่วยหรือผู้เอาประกันไว้ แต่เสียชีวิตลงภายใน 6 ชั่วโมงด้วยนะครับ

3. ประกันสุขภาพโรคร้ายแรง (ECIR)

เนื่องจากบางโรคนั้นเป็นโรคที่ต้องใช้การรักษาเป็นระยะเวลานานและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง เช่น โรคหัวใจ, โรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ ซึ่งบางครั้งประกันสุขภาพที่มีอยู่จะให้ความคุ้มครองได้ไม่เพียงพอ จึงมี ประกันสุขภาพโรคร้ายแรง เพิ่มขึ้นมา เพื่อให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับโรคร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางและต้องรักษาต่อเนื่องโดยเฉพาะ หรือโรคที่เกิดจากการบาดเจ็บร้ายแรง เป็นต้น ซึ่งประกันแบบนี้ก็จะระบุในกรมธรรม์ครับว่า จะจ่ายเงินเมื่อเราเป็นโรคอะไรบ้าง จ่ายเมื่อตรวจเจอ หรือเป็นโรคอยู่ที่ระดับไหน อย่างไร

4. ประกันสุขภาพ อุบัติเหตุ (PA)

ประกันอุบัติเหตุ คือ ความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันภัยเกิดอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ไปจนถึงขั้นทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ทางบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาตัวของเรา ถ้าหากร้ายแรงถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เราด้วยครับ

5. ประกันชดเชยรายได้

การประกันชดเชยรายได้ คือ ความคุ้มครองเกี่ยวกับรายได้ของผู้เอาประกันระหว่างนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยบริษัทประกันจะชดเชยค่าสินไหมทดแทนเป็นรายวันให้ ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็เพื่อเป็นการชดเชยรายได้เมื่อเราไม่สามารถทำงานได้จากการพักรักษาตัวนั่นเอง รายละเอียดก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละกรมธรรม์ เช่น ชดเชยวันละ 300 บาท 500 บาท หรือวันละ 1,000 บาท เป็นต้น

เพื่อนๆ ลองคำนวณดูก็ได้ครับว่าเงินค่าจ้างที่เราได้รับนั้นคิดเป็นรายวันแล้วเฉลี่ยวันละเท่าไหร่ เพื่อประเมินว่าเราควรทำประกันระดับไหนจึงจะชดเชยรายได้ที่เราต้องเสียไปในแต่ละวันได้อย่างครอบคลุมมากที่สุด 

นอกจากนั้น ในปัจจุบันยังมี ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยจะกำหนดวงเงินค่ารักษาแบบเหมาจ่ายรวมกันต่อปี แถมยังเบิกจ่ายได้แทบทุกกรณีที่กล่าวมาขั้นต้น แต่ค่าเบี้ยประกันก็สูงกว่าแบบประกันสุขภาพทั่วไปอีกด้วย

ประกันสุขภาพ มีกี่แบบ

ใครบ้างที่ควรซื้อประกันสุขภาพ?

เนื่องจาก ประกันสุขภาพ มีมากมายหลากหลายประเภทอย่างที่พี่หมีได้บอกไปแล้ว การจะเลือกประกันสุขภาพที่ดีที่สุดสำหรับตัวของเพื่อน ๆ เองนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและความจำเป็นของเพื่อน ๆ เป็นหลักครับ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความต้องการแตกต่างกันไปดังนี้ 

1. พนักงานบริษัทและผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษี 

พนักงานบริษัททั่วไปจะมีประกันสังคม และประกันกลุ่มที่ทางบริษัททำไว้ให้อยู่แล้ว แต่เราก็อาจจะซื้อประกันสุขภาพประเภทที่ชดเชยรายได้ระหว่างต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือ จ่ายค่าห้องให้ เพื่อที่เราจะได้อัพเกรดไปนอนพักในห้องที่สะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้เรายังสามารถนำเงินที่เราจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

Tip: ประกันสุขภาพ หักภาษีได้เท่าไร? ลดหย่อนภาษีอย่างไร?

ในปี 2563 นี้ เบี้ยประกันสุขภาพไปใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท (จากเดิม 15,000 บาท)

2. เจ้าของกิจการ หรือ ฟรีแลนซ์

ที่ไม่มีประกันกลุ่ม และอาจไม่ได้ทำประกันสังคม เหมือนกับพนักงานประจำ ทั้งยังมีความเสี่ยงจากความเครียด ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ตลอดจนทานอาหารไม่ตรงเวลา ฯลฯ การทำประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยนอก หรือประกันสุขภาพ OPD ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้เราอุ่นใจเวลาที่เกิดเจ็บป่วยและจำเป็นต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลหรือคลินิคได้ครับ 

3.ผู้ที่ต้องการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินเอาไว้ 

หากเราเจ็บป่วยแค่เพียงเล็กๆ น้อย ๆ การจ่ายเงินเองเมื่อต้องไปหาหมอนั้นก็คงพอจะทำได้อยู่ แต่หากเกิดเป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง หรือโรคร้ายแรงขึ้นมา บางคนถึงขั้นเงินเก็บทั้งชีวิตหายวับไปกับตาเลยนะครับ เพราะไหนจะค่าใช่จ่ายในการรักษาโรค ค่าที่พักในโรงพยาบาล หรือ เงินที่สูญเสียไปในแต่ละวันจากการที่เรานอนโรงพยาบาลแทนการออกไปหารายได้  ในกรณีนี้บางคนที่ต้องการรักษาเงินเก็บที่มีอยู่ไว้ใช้จ่ายยามเกิดเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ก็จะเลือกทำประกันสุขภาพแทนครับ 

เมื่อเข้าใจความสำคัญและความแตกต่างของประกันสุขภาพแต่ละประเภทแล้ว หากเพื่อน ๆ ต้องการค้นหาว่า ประกันสุขภาพที่ไหนดีที่สุด ด้วยตนเอง สามารถเลือกเปรียบเทียบพร้อมซื้อประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองเหมาะกับความต้องการของเราเองได้ ที่เว็บไซต์โกแบร์ได้เลยครับ

ประกันสุขภาพ เปรียบเทียบ