แฮก บัตร เครดิต

โกงมาโกงกลับ: 10 วิธีป้องกันการโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต

สวัสดีครับ เพื่อนๆเคยได้ยินคำว่า การโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคล กันไหมครับ? อาจจะแอบฟังดูยากนิดนึงว่ามันคืออะไร การโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลก็คือการที่ข้อมูลส่วนบุคคลถูกผู้อื่นสวมรอยหรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตนั่นเอง  เพื่อน ๆ อาจเคยได้ยินข่าวการโจรกรรรมข้อมูลนี้บ้างแต่ก็คงไม่ได้รู้ลึกถึงว่ามีรายละเอียดความเป็นมายังไง และจะน่ากลัวแค่ไหนใช่ไหมละครับ?

มิจฉาชีพส่วนใหญ่จะพยายามโจรกรรมเงินในบัตรเครดิตให้ได้มากที่สุดก่อนที่เพื่อน ๆ จะรู้ตัว โดยใช้เพียงข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น อีเมล์ หรือชื่อผู้ใช้ในการเข้าสู่ระบบเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ของเพื่อน ๆ เพื่อใช้โจรกรรมข้อมูลทั้งหมด

 

ในปี 2013 มีรายงานการโจรกรรมข้อมูลถึง 13.1 ล้านฉบับ ซึ่งสร้างความเสียหายถึง 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ วิธีการโจรกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นคือการสวมรอยเป็นเจ้าของบัญชี ซึ่งมีประมาณ 28% ของคดีฉ้อโกงทั้งหมดในปี 2013 เหล่าหัวขโมยแทนที่จะใช้บัตรเครดิตในการทำธุรกรรมโดยผิดกฎหมาย แต่กลับใช้วิธีการโจรกรรมข้อมูลของผู้ใช้ตัวจริง ทำการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าบัญชีและทำธุรกรรมทางการเงินโดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว ซึ่งสร้างความเสียหายถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

ไม่มีใครสามารถป้องกันการโจรกรรมข้อมูลได้ 100% แต่เราสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่งนะครับ หากเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของเหล่านักโจรกรรมสักนิด เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเรานำหน้าพวกหัวขโมยไซเบอร์ไปแล้วหนึ่งก้าวนั่นเอง ไปดูกันเลย

 

1. นักโจรกรรมข้อมูลไม่ต้องการหมายเลขบัตรเครดิตของเพื่อนๆเพื่อทำการโจรกรรม

ในทางตรงกันข้าม นักโจรกรรมต้องการแค่ข้อมูลส่วนตัวเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แค่นี้ก็สามารถขโมยข้อมูลส่วนที่เหลือได้แล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อน ๆ ควรรักษาบัตรประชาชน ใบขับขี่ ใบสูติบัตร บัตรประกันสังคม หนังสือเดินทาง รวมไปถึงบัตรเครดิตไว้ในที่ที่ปลอดภัยด้วยนะครับ

 

2. ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องทางการเงินก็เพียงพอแล้วสำหรับนักโจรกรรมข้อมูล

เพราะฉะนั้นแล้ว เพื่อนๆต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งนะครับ ถึงแม้ว่าข้อมูลส่วนตัวบางอย่างอาจดูไม่สำคัญกับเราแต่กลับสำคัญมากสำหรับนักโจรกรรม ยกตัวอย่างเช่น ไม่ควรเปิดเผยวันเดือนปีเกิด ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ลงในเฟซบุ้ค โซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ เว็บไซต์ต่างๆ รวมไปถึงเว็บไซต์สำหรับหางานด้วย

3. ระมัดระวังการส่งจดหมายทางไปรษณีย์

เพื่อนๆบางคนอาจมีการรับใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตผ่านทางไปรษณีย์ พี่หมีอยากให้เพื่อนๆคอยสังเกตว่าระยะเวลาที่ได้รับใบแจ้งหนี้ทางไปรษณีย์ใช้เวลานานเท่าไหร่ หากรอนานและยังไม่ได้รับจนผิดสังเกต อาจเป็นไปได้ว่าข้อมูลบัตรเครดิตในใบแจ้งหนี้ของเพื่อนๆอาจโดนโจรกรรมและนักโจรกรรมข้อมูลทำการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ไปแล้ว นอกจากนี้ หากเพื่อนๆต้องรับเช็คเงินสดจากธนาคารก็ควรไปรับด้วยตนเองแทนการส่งทางไปรษณีย์ เพราะหากเช็คถูกขโมยไปแล้ว นักโจรกรรมข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงชื่อผู้รับเช็คและจำนวนเงินได้ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ครับ พี่หมีอยากแนะนำให้เพื่อนๆหลีกเลี่ยงการวางเอกสารสำคัญเหล่านี้ทิ้งไว้ในที่ที่คนอื่นสามารถเข้าถึงได้ เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครจะหยิบไปบ้าง และพวกเขาก็จะมีข้อมูลบัตรเครดิต เช็คธนาคาร และข้อมูลทางการเงินอื่นๆของเพื่อนๆอยู่ในมือ หากเพื่อนๆต้องการส่งเอกสารสำคัญเหล่านี้ควรนำไปส่งไปรษณีย์ด้วยตนเองจะดีที่สุด


4. ตรวจสอบการใช้งานบัตรเครดิตทุก ๆ เดือน หากเป็นไปได้ควรตรวจสอบสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง

เพื่อนๆลองสังเกตการใช้งานบัตรเครดิตของเราว่ามีเงินโดนหักออกไปจำนวนเล็กน้อยเหมือนค่าธรรมเนียมโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าค่าอะไรหรือไม่ เพราะนักโจรกรรมข้อมูลมักจะวางแผนโดยการทดสอบก่อนว่าบัตรเครดิตที่จะทำการโจรกรรมข้อมูลนั้นยังใช้งานได้อยู่ด้วยการลองหักค่าธรรมเนียมจำนวนน้อย และถ้าการตัดบัตรเครดิตครั้งแรกนี้ประสบความสำเร็จ เจ้าหัวขโมยก็จะซื้อข้อมูลที่ถูกโจรกรรมมาและทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบัตรเครดิตของเราโดยเราไม่ยินยอม นักโจรกรรมเดา (ซึ่งเดาถูกเสียเป็นส่วนใหญ่) ว่าผู้ถือบัตรมักจะไม่สนใจค่าธรรมเนียมเล็กๆเหล่านี้ นอกจากนี้การตั้งค่าเตือนการหักบัตรเครดิตมักจะไม่ได้ผลกับค่าธรรมเนียมจำนวนน้อย เพราะฉะนั้นการทบทวนการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเป็นประจำจึงเป็นสิ่งที่ควรทำนะครับเพื่อนๆ


5. หลีกเลี่ยงการใช้ตู้เอทีเอ็มที่สภาพไม่สมบูรณ์

ก่อนสอดบัตรเอทีเอ็มลงไปให้เพื่อนๆสำรวจดูว่าตู้เอทีเอ็มและช่องสอดบัตรนั้นอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ เพราะโดยปกติแล้วช่องสอดบัตรเอทีเอ็มนั้นจะต้องมีเพียงช่องเดียวเท่านั้น หรือเมื่อสอดบัตรเข้าไปหรือการนำบัตรออกมาจะต้องเป็นการดูดบัตรหรือปล่อยบัตรจากเครื่องเอทีเอ็มเท่านั้น หากตู้เอทีเอ็มมีสภาพแปลกๆหรือไม่เหมือนกับที่เคยใช้ หรือมีพลาสติดครอบช่องสอดบัตรอีกชั้นหนึ่ง มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่านักโจรกรรมข้อมูลมาติดตั้งเครื่องโจรกรรมเอาไว้ ซึ่งอุปกรณ์นี้จะทำการคัดลอกข้อมูลบัตรเอทีเอ็มตอนเพื่อนๆสอดบัตรเข้าไป หากเพื่อนๆเพิ่งจะสังเกตเห็นหลังจากใช้ตู้เอทีเอ็มไปแล้ว ควรรีบโทรศัพท์ไปแจ้งธนาคารโดยเร็วที่สุด เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลการใช้บัตรเอทีเอ็มว่ามีการเก็บค่าธรรมเนียมหรือเงินถูกหักจากบัญชีหรือไม่ครับ


6. นักท่องเที่ยวคือสวรรค์ของมิจฉาชีพ

 

หากเพื่อนๆเดินทางไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม ควรระมัดระวังตัวจากคนแปลกหน้าที่มาสุงสิงด้วยตอนที่กำลังใช้บัตรเครดิตการ์ดที่ตู้เอทีเอ็ม และหลีกเลี่ยงการใช้อินเทอร์เน็ตไร้สายสาธารณะ อาทิ ในโรงแรม หรือร้านอาหาร ในการทำธุรกรรมทางการเงินหรือช้อปปิ้งออนไลน์ นอกจากคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือของเพื่อน ๆ มีระบบป้องกันข้อมูลที่แข็งแกร่งมากๆ นะครับ


7. โกงมาก็โกงกลับ

หากบัตรเครดิตตกไปอยู่ในมือของคนอื่น เพื่อนๆสามารถป้องกันข้อมูลบัตรเครดิตได้โดยการเซ็นชื่อบนบัตรเครดิตด้วยปากกาหมึกถาวรเพื่อป้องกันไม่ให้ลายเซ็นถูกลบหรือเซ็นทับ พี่หมีมีเรื่องจะเล่าให้ฟังว่าบัตรเครดิตของพี่หมีเคยถูกขโมยที่โรงแรมครับ แต่บัตรเครดิตใบนั้นเป็นบัตรสำรองที่ยังมีสติกเกอร์ติดบนบัตรว่า “กรุณาเปิดใช้บัตร” แต่พี่หมีได้เปิดใช้บัตรกับบริษัทบัตรเครดิตแล้วเรียบร้อยเพียงแค่ไม่ได้ดึงสติกเกอร์ออก มือดีที่ขโมยบัตรเครดิตไปคงรู้ดีว่าการเปิดใช้งานบัตรเครดิตนั้นจำเป็นต้องใช้หมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าของบัตรที่เคยให้ไว้กับธนาคาร สรุปแล้วบัตรเครดิตใบนั้นก็ไม่โดนโจรกรรมเพราะไม่มีการตัดบัตรเครดิตอะไรเข้ามา แล้วพี่หมีการทำการอายัติและยกเลิกบัตรนั้นไปนั่นเอง เกือบไปแล้วไหมล่ะ

 

8. รูดบัตรไม่ควรใช้เวลานานเกินไปและหลังรูดบัตรควรเช็คว่าใช่บัตรของเราหรือไม่ 

หากพนักงานนำบัตรของเพื่อนๆไปและใช้เวลานานเกินไปในการรูดบัตร อาจเป็นไปได้ว่าบัตรของเพื่อนๆกำลังโดนโจรกรรมข้อมูลอยู่ การโจรกรรมข้อมูลนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ยากๆเพราะสามารถทำได้โดยการถ่ายรูปบัตรเครดิตทั้งด้านหน้าและด้านหลัง นอกจากนี้เมื่อได้รับบัตรเครดิตคืนมา เพื่อนๆควรตรวจสอบดูว่าใช่บัตรเครดิตของเพื่อนๆหรือเปล่า เช็คดูให้มั่นใจว่าสีบัตรของตัวเองจริงๆแล้วเป็นสีอะไร ลักษณะรอยตำหนิที่เดิมหรือไม่ เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่านักโจรกรรมข้อมูลเหล่านี้อาจสลับบัตรปลอมมาให้เราก็ได้

 

9. รับใบแจ้งหนี้ผ่านทางเว็บไซต์ทางการของบริษัทบัตรเครดิตดีที่สุด

หากได้รับใบแจ้งหนี้พวกนี้ทางไปรษณีย์หรือพิมพ์ใส่กระดาษ เมื่อชำระหนี้เรียบร้อยหรือไม่จำเป็นต้องใช้ใบแจ้งหนี้อีกแล้วควรทำลายทิ้งโดยใช้เครื่องย่อยกระดาษหรือฉีกทำลายทิ้งแทนที่จะทิ้งลงไปทั้งสภาพสมบูรณ์ รวมไปถึงควรทำลายใบเสร็จรับเงินของบัตรเครดิตทิ้งด้วย


10. หากเพื่อนๆสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อนักโจรกรรมข้อมูลให้รีบแจ้งภายใน 90 วัน

เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดการใช้งานที่แปลกปลอม ระหว่างนี้หากตรวจพบว่ามีการใช้งานที่มิชอบเกิดขึ้น เพื่อนๆควรรีบโทรศัพท์ไปอายัติบัตรเครดิตเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ การโจรกรรมข้อมูลทำกันได้ง่ายมาก ๆ ถ้าหากเพื่อน ๆ ไม่ระมัดระวังและขาดความรอบคอบ เพราะฉะนั้นเพื่อน ๆ ต้องดูแลและป้องกันข้อมูลสำคัญของตัวเองไว้อย่าเปิดเผยให้กับผู้อื่นโดยเด็ดขาดนะครับ นอกจากนี้ การใช้บัตรเครดิตถึงแม้จะมีสิทธิประโยชน์มากมาย แต่การปล่อยบัตรเครดิตไว้กับบุคคลอื่นก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน ดังนั้นหากเพื่อนๆ อยากทำบัตรเครดิตและต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต สามารถเข้าไปดูได้ที่ GoBear.com/th เลยนะครับ


เทียบโปรบัตรเครดิต