รถผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุขับรถให้ปลอดภัยมีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง

แม้ประเทศไทยจะมีอัตราการขับขี่รถยนต์ของผู้สูงอายุไม่มากเท่าในต่างประเทศ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยนะครับที่ยังขับรถอยู่ถึงจะอายุเกิน 60 ปีแล้วก็ตาม เชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่กำลังขับรถกันอยู่ในปัจจุบัน หากลองถามตัวเองเล่น ๆ ว่าหากเราอายุมากขึ้นแล้วจะเลิกขับรถไหม? คำตอบส่วนใหญ่ก็คงจะ ยังไม่เลิก ใช่ไหมครับ เพราะการขับรถนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระต่อลูกหลาน แต่ด้วยสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปย่อมทำให้การขับรถของผู้สูงอายุนั้นมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งบางบ้านที่มีคุณพ่อ คุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่อายุมากแล้วแต่ยังคงขับรถอยู่ก็คงกังวลในเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นตามพี่หมีไปดูพร้อมกันเลยครับว่า ผู้สูงอายุขับรถนั้นอันตรายจริงหรือไม่ และมีเรื่องอะไรที่ควรต้องระวังเพื่อให้ขับรถอย่างปลอดภัยบ้าง GoBear จะพาไปหาคำตอบกันครับ

ข้อดีของการให้ผู้สูงอายุขับรถ

รถ ผู้ สูงอายุ

หากจะถามกันตรงๆ ว่าผู้สูงอายุสามารถขับรถได้ไหม พี่หมีขอตอบว่า ได้นะครับ เพราะการให้ผู้สูงอายุขับรถนั้นก็มีข้อดีมากมาย จากผลงานการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารสมาคมชราวิทยาอเมริกา (AGS) ระบุว่า ผู้สูงอายุที่ไม่ยอมเลิกขับรถจะมีสุขภาพแข็งแรงกว่าผู้ที่เลิกขับรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหยุดขับรถทำให้ผู้สูงอายุซึมเศร้าเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวและสุขภาพกายถดถอยมากกว่าครับ ส่วนหนึ่งเพราะขาดความภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าต้องเป็นภาระของลูกหลาน การไปนัดสังสรรค์กับเพื่อน ๆ วันเดียวกันลดน้อยลง ส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้าตามมาได้ 

บางคนกังวลว่า การขับรถของผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเนื่องจากสายตาที่มองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าเดิม และระบบการประมวลผลของสมองอาจช้าลงกว่าสมัยยังเป็นหนุ่มสาว แต่แท้จริงแล้วการให้ผู้สูงอายุเลิกขับรถไปเลย สมองจะยิ่งช้าลง และเสื่อมลงมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีผลงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า ผู้สูงอายุที่เลิกขับรถมีโอกาสเสียชีวิตใน 3-5 ปี เมื่อเทียบกับคนที่มีเพศ วัย และสุขภาพ ในระดับเดียวกันที่ไม่ยอมเลิกขับรถอีกด้วยครับ 

และสำหรับใครที่กลัวว่าการเกิดอุบัติเหตุจากการที่ผู้สูงอายุขับรถนั้น ต้องขอบอกเลยว่า จากสถิติขององค์การความปลอดภัยยวดยานทางหลวงแห่งชาติอเมริกัน (NHTSA) และสถาบันความปลอดภัยทางหลวง (IHS) ระบุว่าช่วงอายุของคนขับรถที่เป็นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุดก็คือผู้สูงอายุในช่วง 64-69 ปี นะครับ สาเหตุเพราะผู้สูงอายุมีประสบการณ์ในการขับมานานกว่า มักขับรถช้ากว่า คาดเข็มขัดนิรภัย ปฏิบัติตามกฎจราจร และไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถนั่นเอง โดยมีเพียงมีแค่ร้อยละ 3.7 ที่เป็นสาเหตุในการก่ออุบัติเหตุเท่านั้น

3 ประกันรถยนต์น่าสนใจสำหรับผู้สูงอายุ

ปัจจัยในการเลือกว่า จะใช้ประกันรถยนต์แบบไหนดีนั้นมีแตกต่างกันออกไป สำหรับกรณีประกันที่เหมาะกับผู้สูงอายุนั้นนอกเหนือจากเรื่องอายุแล้ว ก็ยังมีปัจจัยเรื่องของความสามารถในการขับขี่ เคลมบ่อยไหม ระบุชื่อผู้ขับขี่โดยตรงหรือไม่ ซ่อมห้างหรือซ่อมอู่ และในเรื่องของค่าเสียหายส่วนแรกอีกด้วย พร้อมแล้วไปดูกันเลยครับว่ามีประกันอะไรที่ GoBear แนะนำบ้าง

1) ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ประกันเปิด-ปิด ชั้น 1 คุ้มครอง 90 วัน

สำหรับประกันเปิด-ปิด ชั้น 1 คุ้มครอง 90 วัน นี้ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยได้ขับรถเป็นประจำ ใช้เฉพาะเมื่อมีธุระ หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อน สามารถเลือกระยะเวลาให้ความคุ้มครองได้ เริ่มตั้งแต่ 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน และ 12 เดือน ซึ่งสำหรับแผนที่ทางเราแนะนำให้นี้จะเป็นแบบ 3 เดือนครับ อัตราเบี้ยประกันก็จะเบากว่าแบบรายปี และคิดเบี้ยตามนาทีที่ขับจริง หากจอดรถไว้ที่บ้านเฉย ๆ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าประกัน ซึ่งสามารถทำรายการผ่านแอปพลิเคชันได้ครับ 

โปรโมชั่นสำหรับผู้ใช้ GoBear: รับความคุ้มครองเพิ่มทันที 10 ชั่วโมง ฟรี!!! เมื่อซื้อประกันรถเติมเงิน เปิด-ปิด ของไทยวิวัฒน์ เพียงใส่รหัสโปรโมชั่น GOBEAR10

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่: ประกันเปิด-ปิด ชั้น 1 คุ้มครอง 90 วัน

2) สินมั่นคงประกันภัย: ประกันภัยรถยนต์คนกรุง 2019 (กลุ่ม 5)

ประกันของสินมั่นคงนี้ ขึ้นเชื่อในเรื่องการซ่อมอู่ที่ให้บริการดีครับ และเบี้ยไม่ค่อยแพงมาก เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่เราจะได้รับคือค่าเสียหายส่วนแรก* ฟรี และความคุ้มครองบุคคลภายนอก (บุคคลที่ 3) ที่มีทุนประกันค่อนข้างสูงและ มีข้อดีอีกอย่างคือ อัตราเบี้ยคงที่เท่ากันทุกปีคุ้มครองครอบคลุมทุกกรณี ไม่ว่าจะรถชนรถ รถชนของ รถคันอื่นมาชน เกิดอุบัติเหตุนอกเมือง สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วมครับ

GoBear Tips: * ค่าเสียหายส่วนแรก หมายถึง จำนวนค่าใช้จ่ายที่ผู้เอาประกันต้องจ่าย กรณีที่ต้องมีการเคลมประกันเพราะเราเป็นฝ่ายผิด หรือเคลมแบบไม่มีคู่กรณี

3) ทิพยประกันภัย: ประกันรถยนต์ ประเภท 1

โดดเด่นในเรื่องของการเคลมง่าย ไม่จุกจิก อู่เยอะ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก และวงเงินความคุ้มครองสำหรับบุคคลภายนอกสูง  เบี้ยประกันไม่แพงมาก ตอนนี้มีโปรโมชั่นสิทธิพิเศษผ่อนค่าเบี้ยประกันภัย 0% สูงสุด 10 เดือน และเติมน้ำมันฟรีสูงสุด 2,000 บาทด้วยครับ

หวังว่าผู้สูงอายุหรือครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่ยังต้องการขับรถอยู่จะสบายใจกันมากขึ้นนะครับกับข้อมูลที่พี่หมีนำมาแบ่งปันในวันนี้ และหากเพื่อน ๆ ต้องการมองหาประกันรถยนต์อื่น ๆ เพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2 หรือประกันแบบอื่นๆ จากที่พี่หมีแนะนำไว้ข้างต้น ก็สามารถคลิ๊กที่ปุ่มสีเขียวด้านล่างเพื่อเปรียบเทียบเบี้ยประกันจากบริษัทต่าง ๆ ได้เลยครับ

โรคที่ผู้สูงอายุต้องระวังในการขับรถ

ผู้สูงอายุขับรถ

 

อย่างที่พี่หมีบอกไปเมื่อสักครู่นะครับว่า ผู้สูงอายุนั้นสามารถขับรถได้ แต่ก็ยังมีข้อควรระวังจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้สูงอายุที่ต้องการขับรถหรือลูกหลานควรสังเกตด้วยว่า ผู้สูงอายุมีอาการหรือเป็นโรคดังต่อไปนี้หรือไม่ 

  • โรคทางสายตา เช่น จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก ต้อลม ต้อหิน ซึ่งหากเป็นต้อหินจะทำให้มองเห็นภาพบริเวณส่วนรอบได้ไม่ดี หากเป็นเวลาโพล้แพล้ทำให้มองแสงไฟหน้ารถพร่าได้
  • โรคข้อเสื่อม หรือข้ออักเสบตามบริเวณต่าง ๆ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ไม่สามารถเหยียบเบรกได้เต็มที่ กระดูกคอเสื่อม ทำให้เอี้ยวดูรถได้ลำบาก ข้อเท้าอักเสบ หรือปวดตามข้อจากโรคเก๊าท์ รวมถึงอาการปวดหลังจากกระดกูหลังเสื่อม ไม่สามารถนั่งขับรถนาน ๆ ได้ครับ 
  • โรคสมองเสื่อม ในระดับที่เป็นไม่มาก ซึ่งอาจส่งผลให้หลงลืม จำทางไม่ได้ การตัดสินใจและสมาธิไม่ดี เลี้ยวผิด เป็นต้น
  • โรคลมชัก โรคนี้พบในกลุ่มของผู้สูงอายุมากกว่าหนุ่มสาว เมื่อเป็นขึ้นมาจะมีอาการชัก กระตุก เกร็ง ไม่สามารถควบคุมรถได้
  • โรคพาร์กินสัน จะมีอาการเกร็ง มือสั่น เท้าสั่น จึงเป็นอุปสรรคต่อการขับรถด้วยครับ
  • โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเมื่อเป็นแล้วจะเป็นแล้วจะส่งผลให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ตามมาด้วย

สิ่งที่ควรระวังให้ผู้สูงอายุขับรถปลอดภัย

ขับ รถ ให้ ปลอดภัย

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยได้ออกมาแนะนำวิธีขับขี่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ ดังนี้ครับ 

  • ผู้สูงอายุที่ต้องการขับรถ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสมรรถนะในการขับรถและสภาพความพร้อมของร่างกาย ทั้งการมองเห็น กำลังกล้ามเนื้อ การทำงานของแขนและขา หากอยู่ในเกณฑ์ปกติก็สามารถขับได้
  • นำยารักษาโรคและบัตรประจำตัวติดตัวไว้เสมอ พร้อมระบุอาการ ยกเว้น ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวร้ายแรงด้านบนที่พี่หมีระบุไว้ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคเบาหวานในระยะรุนแรง ไม่ควรขับรถอย่างเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่นได้
  • หลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงที่ทัศนวิสัยไม่ดี เช่น ช่วงกลางคืน ฝนตกหนัก มีหมอกควันปกคลุมเส้นทาง
  • หลีกเลี่ยงการขับรถโดยลำพัง ควรหาเพื่อนร่วมทางในขณะขับรถจะได้ช่วยกันดูเส้นทาง หรือสัญญาณไฟจราจร
  • หากมีโรคประจำตัว ให้นำยารักษาโรค บัตรบันทึกประวัติของโรค และบัตรประจำตัวผู้ป่วยติดตัวไปด้วยเสมอในกรณีที่ต้องขับรถเอง

รถยนต์สำหรับผู้สูงอายุควรมีลักษณะอย่างไร

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักไม่มีรายได้ประจำแล้วหรือมีเพียงเงินบำนาญของทางราชการ ดังนั้น การเลือกรถคันใหญ่ ราคาแพง จึงกลายเป็นภาระมากกว่าจะได้ประโยชน์จริง ดังนั้น หากผู้สูงอายุขับรถไปแค่ในเมืองอย่างไปจ่ายตลาด ไปห้างสรรพสินค้า ไปหาเพื่อน หรือรับลูกหลานที่โรงเรียน ไม่ได้ขับรถไประยะทางไกลๆ นัก ก็ควรเลือกรถยนต์ประเภท Eco-Car หรือรถยนต์ขนาด Sub-Compact จะได้ประหยัดน้ำมันและรายจ่ายอื่นๆ

ส่วนใครที่ยังคงทำงานค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่มีปัญหาเรื่องเงินมากนัก อยากออกขับรถท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด พาลูกหลานไปเที่ยวด้วย ก็ควรเลือกรถแนวๆ SUV, MPV หรือแนว Crossover เพราะทนทาน อะไหล่หาง่าย ค่าซ่อมไม่แพง ซึ่งพี่หมีขอแนะนำให้เลือกเป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติจะได้ใช้งานง่ายด้วยครับ

นอกจากนี้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ พี่หมีแนะนำให้ผู้สูงอายุศึกษาคู่มือรถและวิธีการใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ให้เข้าใจ เนื่องจากรถรุ่นใหม่ๆ มักมีเทคโนโลยีสลับซับซ้อนต่างจากรถรุ่นเก่า รวมทั้งทำประกันรถยนต์ไว้ด้วยเสมอครับ เพื่อเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้

เปรียบเทียบประกันรถยนต์