Norway's electric cars

พาสำรวจตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้านอร์เวย์ ก่อนย้อนดูบ้านเรา

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกือบ 60% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศนอร์เวย์ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก และเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมายการลดมลพิษจากเครื่องยนต์สันดาปภายในให้เป็นศูนย์ภายในปี 2025 ของดินแดนไวกิ้ง

electric car

 

ส่วนแบ่งตลาดรถพลังงานไฟฟ้าในนอร์เวย์พุ่งสูงถึง 31.2% ในปี 2018 เพิ่มขึ้นจาก 20.8% ในปี 2017 ซึ่งถือว่ามากที่สุดในโลก ภารกิจของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในนอร์เวย์ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มยอดขาย แต่เป็นการบริหารจัดการอย่างไรถึงจะส่งมอบรถให้ทันตามความต้องการของลูกค้า

ตัวเลขมาร์เก็ตแชร์ของรถพลังไฟฟ้าในเดือนมีนาคมที่ 58.4% ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้านในอันดับสองอย่างไอซ์แลนด์ซึ่งอยู่ที่ 12% และอันดับสามคือสวีเดนอยู่ที่ 6% ตลาดรถไฟฟ้าของจีนที่ว่าใหญ่โตแล้วยังมีสัดส่วนแค่ 2.2% ในปี 2017 ขณะที่ฝั่งสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนแค่ 1.2% เท่านั้น

สมาคมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งนอร์เวย์หรือเอ็นอีวี ระบุว่า สัดส่วนยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปี 2019 จะพุ่งสูงถึงระดับ 50% อย่างแน่นอน “เราค่อนข้างมั่นใจว่า มาร์เก็ตแชร์ของรถพลังงานไฟฟ้าในปีนี้จะถึงระดับ 50% หรืออาจจะเกินกว่านั้น ซึ่งถือว่ามหัศจรรย์อย่างมาก” คริสติน่า บู เลขาธิการเอ็นอีวีกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในนอร์เวย์มาจากสองสาเหตุผสมผสานกัน นั่นคือนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมรถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างเต็มที่ และจิตสำนึกของประชากรที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

Norway

เกนน์ จอร์เกนเซ่น นักบินชาวนอร์วีเจียน วัย 54 ปี กล่าวหลังจากเพิ่งรับรถซีดานพลังงานไฟฟ้าอย่าง Tesla Model 3 ว่า “ถ้าให้พูดตามตรง ผมซื้อรถพลังไฟฟ้าก็เพราะสิทธิทางภาษีเป็นอันดับแรก ภาษีรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ทั่วไปในนอร์เวย์นั้นสูงมาก แต่ถ้าเป็นรถพลังไฟฟ้าแทบจะไม่มีเลย”

ด้านโธมัส เมนโชเอล นักจิตวิทยาวัย 45 ปี ซึ่งกำลังพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเปิดเผยว่า “ลูกชายของผมรบเร้าให้เราซื้อรถพลังงานทางเลือก ซึ่งผมคิดว่าความเห็นของลูกชายน่าสนใจมาก เพราะเขามองว่ามลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ”

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในนอร์เวย์ในปี 2018 คือ Nissan Leaf แต่ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมายอดขายของ Tesla Model 3 แซงหน้า Leaf ไปแล้ว และเมื่อรวมยอดขายรถ Model S และ Model X ค่ายรถไฟฟ้าสัญชาติอเมริกันมีส่วนแบ่งตลาดในนอร์เวย์ถึง 31.7% เลยทีเดียว

ล่าสุด Tesla ยังว่าจ้างพนักงานอีกกว่า 360 ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวเพื่อรองรับการให้บริการดูแลรักษาแก่ลูกค้า “ธุรกิจของเราในนอร์เวย์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่ง ทำให้เราต้องเร่งยกระดับการบริการและเรากำลังไปได้ดีทีเดียว” Tesla ระบุ

Tesla

 

เมื่อหันมามองในบ้านเราจะพบว่านโยบายการผลักดันรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเดินหน้าไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาครัฐให้การสนับสนุนการนำรถที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ามาใช้งานในบางพื้นที่ อย่างในสนามบิน เป็นต้น

แต่ด้วยอัตราภาษีที่ยังสูง ทำให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วย สัดส่วนยอดขายจึงมีไม่ถึง 1% และคาดว่าจะมีอัตราเติบโตเพียงเล็กน้อยในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าอัตราภาษีจะลดลงในอนาคตระยะไกล

ปัจจุบัน มีบริษัทรถยนต์เริ่มทยอยเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อแสดงความเป็นผู้บุกเบิกตลาด หากดูเฉพาะค่ายรถรายใหญ่ก็จะมีทั้ง Nissan Leaf ผู้นำในตลาดโลกที่เคาะราคาในประเทศไทยที่ 1.99 ล้านบาท พร้อมการรับประกันอายุแบตเตอรี่ที่ 8 ปี และประกันระบบไฟฟ้า 5 ปี

 

Nissan Leaf

 

ขณะที่ Audi ก็เพิ่งเปิดตัว Audi e-tron รถยนต์ไฟฟ้าล้วนหรือ EV ที่มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ 408 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาจำหน่าย 5.099 ล้านบาท เช่นเดียวกับ MG ที่เผยโฉม MG ZS EV รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกแต่ยังไม่ประกาศขายอย่างเป็นทางการ ด้วยราคาที่สูงเกินคนทั่วไปเอื้อมถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยจึงยังไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก หากเป็นทางเลือกรถยนต์คันที่ 2 หรือ 3 ในบ้าน และกลายเป็นปัจจัยเสริมภาพลักษณ์ความคิดแบบก้าวหน้าของคนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

Audi e tron
Audi e-tron

 

MG ZS EV
MG ZS EV

จนกว่าราคาจำหน่ายจะลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกับรถที่ใช้เครื่องยนต์ทั่วไป ซึ่งต้องอาศัยหลายปัจจัยทั้งนโยบายภาครัฐ ความเข้าใจของผู้บริโภค และโครงสร้างพื้นฐานจุดชาร์จไฟที่ครอบคลุม ถึงตอนนั้น ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเมืองไทยก็จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

เปรียบเทียบ-ประกันรถยนต์

ขอบคุณข้อมูลจาก: Autostation