เมนู

ปิด
insurance

ประกัน 5 อย่างที่จะทำให้ชีวิตคุณอุ่นใจในทุกเรื่อง!

เมื่อพูดถึงประกันหลายคนอาจทำหน้าเบ้ เพราะประกันเป็นสิ่งที่เราจะได้ประโยชน์หลังจากเกิดความเสียหายไปแล้ว คนส่วนมากจึงยังมองไม่เห็นความสำคัญของการทำประกันสักเท่าไหร่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าชีวิตเรานี้มักเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง และเหตุการณ์ไม่แน่นอนทั้งหลาย เมื่อใดที่เกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆขึ้นมา การทำประกันก็จะช่วยให้คุณไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง หรือสูญเสียเงินไปมากกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเองครับ 

 

1)  ประกันชีวิต 

life insurance

ประกันชีวิตก็คือการที่เราในฐานะผู้เอาประกัน จ่ายเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกัน ให้กับทางบริษัทประกันตามที่ระบุในสัญญา และทางบริษัทประกันจะเป็นผู้จ่ายเงินให้กับเรา หรือผู้รับผลประโยชน์ตามแต่เงื่อนไข ข้อกำหนด ระยะเวลาและประเภทของการประกันชีวิตที่เราได้เลือกทำไว้ ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ดังต่อไปนี้ครับ 

1. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) ประกันชีวิตแบบนี้ให้การคุ้มครองระยะยาวโดยมากเป็นสิบปีขึ้นไป เรามีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทประกันตามที่ระบุไว้ในสัญญา และเมื่อเราเสียชีวิตหรือทุพพลภาพบริษัทจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่เราระบุไว้ในสัญญา ประกันแบบนี้มีข้อดีคือเมื่อเราส่งเงินไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง (โดยมากจะ 2 ปีขึ้นไป) แล้วเราจำเป็นต้องใช้เงิน เราสามารถทำเรื่อง เวนคืนมูลค่าเงินสด พูดง่ายๆก็คือ ขอเอาเงินที่เราฝากไว้คืนนั่นเองครับ แต่จะได้เงินคืนมากหรือน้อยมักขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เราจ่ายเงินส่งประกันไป

2. ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term) ประกันแบบนี้เราสามารถเลือกระยะเวลาในการคุ้มครองได้ และโดยมากเป็นแบบสั้นๆครับ หากผู้เอาประกันเสียชีวิตในระยะเวลาที่ประกันคุ้มครองอยู่ ผู้ที่รับผลประโยชน์ก็จะได้รับเงิน  แต่ข้อเสียคือ เบี้ยที่จ่ายไปเป็นเหมือนการจ่ายแบบปีต่อปี จึงไม่มีการเวนคืนมูลค่าเงินสดครับ

3.ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) เป็นส่วนผสมของการคุ้มครองชีวิตและการออมทรัพย์ กล่าวคือ ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินคืนเมื่อสัญญาครบกำหนด​พร้อมผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ในสัญญา และมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเราสามารถเลือกได้ทั้งแบบระยะสั้น ตั้งแต่ 3-5 ปี ไปจนถึงระยะยาว 25-30 ปีครับ

4.ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) คือประกันที่เราจ่ายไปเพื่อการออมเงินหลังการเกษียณโดยเฉพาะ ซึ่งเราจะได้รับผลตอบแทนคืนเมื่ออายุ 55, 60 หรือ 65 ปี แล้วแต่แบบ และได้รับยาวไปจนถึงอายุ 85 หรือ 90 ปี หลักการเดียวกับการจ่ายบำนาญนั่นเองครับ 

5. ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Unit Link) ประกันชีวิตแบบนี้ ทางบริษัทประกันจะแบ่งเงินของเราออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันคุ้มครองชีวิต อีกส่วนหนึ่งทางบริษัทประกันจะนำไปลงทุน ทำให้เราได้รับผลตอบแทนกลับคืนจากการลงทุนในส่วนนี้ด้วยครับ

 

2) ประกันสุขภาพ

health insurance

ประกันสุขภาพ คือการที่ทางบริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินให้เรา เมื่อต้องเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาล ที่เกิดจากการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ ทำให้เราไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เองครับ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 

1. ประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ แบบรายบุคคล

2. ประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ แบบหมู่

และประกันสุขภาพนั้นจะให้ความคุ้มครองหรือจ่ายเงินให้เราในกรณีต่างๆดังต่อไปนี้ครับ 

  • ค่าห้องพักในโรงพยาบาล ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการอื่นๆ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน จากการเกิดอุบัติเหตุ
  • ค่าใช้จ่ายจากการผ่าตัด และค่าที่ปรึกษาทางการแพทย์
  • ค่าใช้จ่ายเมื่อรับรักษาที่คลินิก หน่วยพยาบาล หรือส่วนของผู้ป่วยนอก
  • ค่าบริการเมื่อให้แพทย์และพยาบาลพิเศษมาดูแล
  • ค่าใช้จ่ายกรณีคลอดบุตร
  • ค่าใช้จ่ายที่ได้รับการดูแลจากแพทย์ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
  • ค่าบริการเมื่อให้แพทย์และพยาบาลพิเศษมาดูแล
  • ค่าชดเชยระหว่างต้องนอนโรงพยาบาล (กรณีเสียรายได้)

 

3) ประกันอัคคีภัย

fire insurance

ประกันอัคคีภัย เป็นประกันที่ให้ให้ความคุ้มครองต่อสิ่งปลูกสร้าง (ไม่รวมรากฐาน) ซึ่งไม่ได้หมายถึงส่วนที่เป็นบ้านของเราเท่านั้น ยังรวมถึงส่วนของโรงรถและอาคารย่อย เช่น เรือนรับรอง กำแพง รั้ว ประตู และทรัพย์สินของเราที่อยู่ในอาณาเขตดังกล่าว ซึ่งในกรณีที่เกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ต่างๆ แบ่งตามประเภทได้ดังนี้ 

  1. การประกันอัคคีภัย หมายถึง การประกันภัยที่คุ้มครองทรัพย์สินจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดของแก๊สที่ใช้หุงต้มหรือให้แสงสว่างเพื่อการอยู่อาศัย
  2. การประกันอัคคีภัยและภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย หมายถึง การประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองไฟไหม้ ฟ้าผ่า ภัยระเบิด ภัยจากยวดยานพาหนะ ภัยจากอากาศยาน ภัยเนื่องจากน้ำ ภัยพิบัติ ตามที่ได้ระบุและตกลงกันไว้ในสัญญา

4) ประกันรถยนต์

car insurance

ประกันรถยนต์ คือ ประกันชนิดหนึ่งที่ผู้เอาประกันทำไว้เพื่อคุ้มครองรถยนต์ ทรัพย์สินและบุคคลในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ปัญหาการโจรกรรมรถยนต์ น้ำท่วมรถยนต์ ไฟไหม้รถยนต์ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ซึ่งการคุ้มครองจะแตกต่างกันออกไปตามแผนประกันรถยนต์ ว่าแผนๆ นั้นจะคุ้มครองรถยนต์ผู้เอาประกัน และ/หรือคู่กรณีหรือไม่ แผนประกันจะคุ้มครองบุคคลที่สาม และทรัพย์สินของบุคคลที่สามหรือไม่ ในประเทศไทยนั้น ประกันรถยนต์มีสองประเภทหลักๆ ได้แก่ 

  1. ประกันรถยนต์ภาคบังคับ ก็คือ สิ่งที่เรารู้จักกันในนาม พรบ.รถยนต์ หากไม่ทำจะเท่ากับผิดกฎหมาย ซึ่งจะคุ้มครองบุคคลที่สามเป็นหลักนั่นเอง 
  2. ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ คือประกันรถยนต์ที่เราสามารถทำหรือไม่ทำก็ได้ มีระดับชั้นตามการให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกัน ดังนี้ 
  • ประกันรถยนต์ชั้น 1 : คุ้มครองทั้งผู้เอาประกัน บุคคลภายนอก คู่กรณี ทั้งบุคคลและทรัพย์สิน ไม่ว่าผู้เอาประกันจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก รวมทั้งกรณีไฟไหม้ รถยนต์สูญหาย หรือน้ำท่วมด้วย 
  • ประกันรถยนต์ชั้น 2+ : คุ้มครองรถยนต์ผู้เอาประกันหากเกิดการเฉี่ยวชนในกรณีที่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น หมายความว่าหากเพื่อนๆ ขับรถเฉี่ยวชนต้นไม้ ชนรั้ว หรือไม่มีคู่กรณี จะไม่คุ้มครองนะครับ
  • ประกันรถยนต์ชั้น 3+: ไม่คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม 
  • ประกันรถยนต์ชั้น 3 :  ไม่คุ้มครองรถยนต์และทรัพย์สินของผู้เอาประกันเลย ไม่ว่าจะเป็นกรณีของเหตุไฟไหม้ รถยนต์สูญหาย น้ำท่วม หรืออุบัติเหตุเฉี่ยวชน แต่จะรับผิดชอบทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และตัวบุคคลภายนอกเท่านั้น

5) ประกันเดินทาง

travel insurance

ประกันการเดินทาง จะคุ้มครองเราในหลายๆ กรณี ตัวอย่างเช่น กระเป๋าเดินทางหาย กระเป๋าเดินทางพังจากการกระทำของสายการบิน เที่ยวบินล่าช้า ถูกยกเลิกเที่ยวบิน หรือกรณีเจ็บป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุขณะท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งเพื่อนๆจะได้รับความคุ้มครองหลักล้านบาท จากการจ่ายเบี้ยประกันเพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น โดยประกันเดินทางสามารถแบ่งแแกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

  1. ประกันการเดินทางรายเที่ยว:  คือ ประกันการเดินทางสำหรับเดินทางเที่ยวเดียว นับตั้งแต่ออกเดินทางจากประเทศไทย ไปยังประเทศอื่นๆปลายทางมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และจะสิ้นสุดความคุ้มครองเมื่อกลับมายังประเทศไทย
  2. ประกันการเดินทางรายปี: คือประกันการเดินทางที่ครอบคลุมจำนวนการเดินทางไม่จำกัดเที่ยวในแต่ละปี (จะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ กี่ครั้งก็ได้) โดยแต่ละการเดินทางต้องมีความยาวต่อเนื่องไม่เกิน 90 วัน

สามารถแบ่งประเภทความคุ้มครองของประกันเดินทางได้ดังนี้ 

  • ความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาล
  • ความคุ้มครองในกรณีเสียชีวิต
  • ความคุ้มครองด้านบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน
  • ความคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล
  • ความคุ้มครองเที่ยวบินดีเลย์และการยกเลิกเดินทาง

 

Compare-TA-in-Seconds-n.png